เพชรพระอุมา ตอนไพรมหากาฬ

สำหรับคนที่ไม่เคยอ่านเพชรพระอุมา ลองอ่านตอนแรกดูครับ (ตัวอย่างครึ่งเล่มแรก) ชอบใจแล้วก็ไปหาฉบับปกแข็งมาอ่านนะครับ(ถ้าช่วยซื้อก็เท่ากับช่วยสนุบสนุนคุณพนมเทียนด้วย หรือจะ download file PDB ไปอ่านใน palm ก่อนก็ได้)

่นี่คือคำเตือนครั้งสุดท้าย !!! ถ้าท่านเป็นคนติดอะไรง่ายๆ อย่าได้ริลองเป็นอันขาด เพราะนี่คือสิ่งเสพติดอย่างหนึ่ง แค่ได้ลองครั้งเดียว ก็ติดแล้ว ติดง่ายมาก เราเตือนท่านแล้ว ถ้าไม่แน่จริง อย่าได้ริลองเป็นอันขาด


จี๊ปด๊อจ์ดขนาดใหญ่หลายคันเคลื่อนผ่านประตูเหล็กมหึมา ที่เปิดกว้างออกหมดทั้งสองบานของสถานีกักสัตว์บริษัทไทยไวล์ดไลฟ์ เข้ามาอย่างแช่มช้า เรียงกันมาเป็นขบวน เสียงเครื่องยนต์ที่กระหึ่มอยู่ในเกียร์ต่ำ ขณะที่ชลอผ่านช่องประตูเข้ามา เสียงตะโกนทักทายและสรรพสำเนียงแห่งการโกลาหลอลหม่านวุ่นวาย อันเป็นธรรมดาของทุกครั้งที่การขนสัตว์ป่ามาถึง ดังปะปนกันฟังไม่ได้ศัพท์ พวกคนงานนับสิบภายในสถานที่นั้นวิ่งกันคึกคักออกมาต้อนรับ เตรียมการลำเลียงขนถ่ายสัตว์ป่านานาชนิดที่บรรจุอยู่ในกรง หรือมิฉะนั้นก็หีบ ลัง ลงจากรถ

มันเป็นสถานีกักสัตว์เพื่อเตรียมส่งออกนอกประเทศที่ใหญ่โตและทันสมัยที่สุด ตั้งอยู่ในเนื้อที่ไม่ต่ำกว่า ๑๕ ไร่ ภายในกำแพงคอนกรีตแข็งแรงกั้นรอบ สถานที่ทำการของบริษัทเป็นอาคารทันสมัยตั้งอยู่ใจกลายบริเวณ ซึ่งแวดล้อมไปด้วยกรงขังสัตว์ทุกชนิด นับตั้งแต่กรงนกเล็ก ๆ ขึ้นไปจนกระทั่งพะเนียดช้าง เกือบจะเป็นสวนสัตว์ย่อย ๆ ตั้งอยู่ในระหว่างครึ่งทางของอารยะธรรมแห่งเมืองหลวง และความเปล่าเปลี่ยวป่าเถื่อนของดงดิบ

ชายในชุดสีกากี ผู้นั่งกึงโหนอยู่ในตอนหน้าของรถบรรทุกคันแรกซึ่งผ่านประตูเข้ามา ทิ้งตัวลงจากรถเลี่ยงมายืนใต้ร่มจามจุรีใกล้ซุ้มประตู ถอดหมวกปีกใหญ่คาดแถบด้วยหนังสือดาวออกตบกับขา ฝุ่นกระจายฟุ้ง ควักบุหรี่ออกมาจุดสูบ ตาสีน้ำตาลหรี่มองดูรถบรรทุกที่ทยอยผ่านประตูเข้ามาทีละคันเหล่านั้น นาน ๆ ก็ตะโกนสั่งงานกับคนขับสักคำ

ในห้อรับแขกหรูหราบนตึกที่ทำการ อำพล พลากร ผู้อำนวยการบริษัท "ไทยไวล์ดไลฟ์" ผละจากการสนทนา เดินไปดึงสายมูลี่อาลูมิเนียมให้กระดกเปิดขึ้น มองฝ่าหน้าต่างกระจกลงไป แล้วบุ้ยปาก
"นั่นไงครับ เขามาแล้ว"

ผู้เป็นแขกทั้งสามคน สุภาพบุรุษวัยฉกรรจ์สองและสุภาพสตรีสาวหนึ่ง ลุกขึ้นจากโซฟาชุรับแขกโดยเร็ว เดินไปที่หน้าต่างบานนั้น พุ่งสายตาจับไปยังเป้าหมายเบื้องล่างระยะห่างประมาณ ๑๕๐ เมตร เป็นตาเดียว
"ยืนอยู่ข้างประตูนั่นน่ะหรือครับ?"

ผู้เอ่ยถามเป็นคนแรก เป็นบุรุษร่างสูงใหญ่ผิวขาวคางเหลี่ยม มีเส้นหนวดเรียวอยู่เหนือริมฝีปาก สง่างามเยือกเย็น
"ครับ! นั่นแหละ คนที่คุณชายกำลังต้องการพบ"
ผู้อำนวยการบริษัท "ไทยไวล์ดไลฟ์" ตอบอย่างสุภาพ

อีกบุรุษหนึ่ง ซึ่งยืนมองอยู่ข้าง ๆ ผิวปากหวือ ลักษณะเขาเป็นคนแจ่มใสอารมณ์รื่นเริงอยู่เป็นนิจ ล่ำสันแข็งแรงตามแบบฉบับของชายชาตรีคนหนึ่ง

"พับผ่าซิ ผมรู้สึกจะชอบเขาเสียแล้ว ทั้ง ๆ ที่เห็นปั๊บเดียว ระยะไกล ๆ อย่างนี้"

หญิงสาวร่างโปร่ง ประพิมพ์ประพายคล้ายบุรุษคนแรก แต่ทรงใบหน้ารูปไข่ ตาใหญ่ทั้งคู่คมกริบ เป็นประกายแวววามอยู่เป็นนิจ ในขณะนี้หล่อนนไม่ได้มองจับที่ภาพนั้น ด้วยตาเปล่าธรรมดาเหมือนคนอื่น ๆ หากแต่ใช้กล้องส่องทางไกลอันกะทัดรัด ปรับเล็นซ์จับนิ่งอยู่ที่นั่น หล่อนยิ้มออกมานิด ๆ พร้อมกับยักไหล่ เมื่อเล็นซ์ของกล้องให้ภาพที่แจ่มใสถนัดขึ้น ประหนึ่งว่าเป้าหมายยืนห่างอยู่เบื้องหน้าในระยะแค่เอื้อม

"กิตติศัพท์ชื่อเสียงของเขา ดูจะค้านกันมากกับรูปร่างลักษณะที่เห็นอยู่ในขณะนี้"

หล่อนพูดเสียงใส พร้อมกับหัวเราะออกมาเบา ๆ

"ฉันนึกหลับตาวาดภาพในครั้งแรกว่า เขาควรจะอยู่ในวัยสัก ๔๐ ขึ้นไป รูปร่างสักขนาด ๖ ฟุต เป็นอย่างน้อย แต่มันตรงข้ามไปหมด ตัวเขาเล็กนิดเดียว สุงเห็นจะไม่เกิน ๕ ฟุต ๗ นิ้วเป็นอย่างมาก ผอมเกร็ง ฉันไม่ชอบหน้าเหี้ยม ๆ ที่ไม่มีรอยยิ้มของเขาเสียเลย-นี่นะเหรอ รพินทร์ ไพรวัลย์ จอมพรานชื่อก้องที่เรากำลังจะต้องพึ่งเขา"

"ตัวเขาเล็กก็จริงครับ คุณหญิง แต่ไม่ว่าจะเป็นฝีมือหรือน้ำใจ บุรุษผู้นี้ยิ่งใหญ่นัก ยิ่งกว่าานั้นยังเป็นสุภาพบุรุษเต็มตัว เขาเป็นลูกผู้ชายจริง ๆ ชนิดที่จะหาได้ไม่ง่ายนัก ผมจะให้คนไปเชิญเขาขึ้นมาเดี๋ยวนี้"

รพินทร์ ไพรวัลย์ ดีดก้นบุหรี่ลงไป ขยี้ดับด้วยปลายรองเท้าที่หนาทึบไปด้วยฝุ่นของเขา เมื่อรถคันสุดท้ายผ่านประตูเข้ามาหมดขบวน ควักผ้าขนหนูขึ้นมาเช็ดเหงื่อตามลำคอ พร้อมกับเป่าลมพรูออกทางปาก เหมือนจะขับไล่ความร้อนอบอ้าวของแดดบ่ายกลางเดือนมีนาคม

นายประเสริฐ ผู้จัดการสถานีกักสัตว์ก็เดินฝ่ากลุ่มอันทำงานอยู่วุ่นวายของพวกคนงานพื้นเมือง เข้ามาอย่างรีบร้อน ส่งเสียงร้องทักยิ้มแย้มล่วงหน้าเข้ามา ก่อนที่จะถึงตัวอย่างคุ้นเคย รพินทร์ยิ้มและทักทายตอบ

มายืนอยู่ตรงนี้เองนะหรือครับ คุณรพินทร์ ท่านผู้อำนวยการให้ผมมาเชิญคุณขึ้นไปบนบริษัทหน่อย"

"ครับ เดี๋ยวผมจะขึ้นไป ผมเพิ่งมาถึง มันร้อนเหลือเกิน จะดูคนงานขนลำเลียงเจ้าพวกนั้นลงหน่อย อะไรก็ไม่สำคัญเท่ากับเจ้าแรดตัวนั้น เรากำลังรีบ การต่อกรงรู้สึกว่าจะบอบบางไปหน่อย ถ้าลำเลียงลงไม่ดี กรงมันอาจแตก แล้วมันก็จะวุ่นวายกันใหญ่"

เขาพูดด้วยน้ำเสียงเบาต่ำอันเป็นนิสัย ตามองจับไปยังการขนลำเลียงในขณะนี้

"เที่ยวนี้รู้สึกว่าจะคึกคักมากนะครับ ตั้งเจ็ดคันรถ เป็นไงได้ครบจำนวนตามออร์เด้อร์หรือเปล่า?"

ทั้งสองยืนพูดกันอยู่ท่ามกลางเสียงเอะอะเอิกเกริกของคนงานพื้นเมือง ซึ่งกำลังทำงานกันอยู่ ระคนไปกับเสียงร้องคำรามของสิงสาราสัตว์รอบด้าน

"ขาดอยู่อย่างเดียวคือลิง เที่ยวนี้เราได้มาเพียงพันสองร้อยกว่าตัวเท่านั้น ยังขาดอยู่อีกตั้งครึ่ง ไม่รู้มันเป็นยังไง แล้งคราวนี้มันยกฝูงย้ายถิ่นไปหมด แต่พวกสัตว์ใหญ่ดูเหมือนจะเกินกว่าที่ผมเองหรือคุณอำพลคาดไว้แต่แรกเสียด้วยซ้ำ นอกจากเจ้าแรดน้ำหนักตัวสองตัวกว่า ที่เราฟลุ๊คได้มาเหมือนฝัน ผมยังมีลูกกระทิงมาฝากเป็นของขวัญคุณอำพลอีกตัวหนึ่ง ลายพาดกลอน ๒ เสือดาว ๕ ไอ้ดำอีก ๓ โดยเฉพาะเสือดำ ถ้าคุณกับคุณอำพลเห็นแล้วจะตะลึงทีเดียว ผมก็ยอมรับว่า ไม่เคยเห็นเสือดำตัวไหนใหญ่เท่าไอ้ตัวนี้มาก่อน น้อง ๆ ไอ้ลายทีเดียว มิหนำซ้ำยังเป็นเสืออายุกำลังฉกรรจ์เต็มที่ ไม่มีรอยตำหนิเสียโฉมแม้แต่นิดเดียว ส่วนสัตว์อื่น ๆ ก็ตรงตามลิสท์ที่ผมส่งมาให้ล่วงหน้าแล้วทุกอย่าง"

"เที่ยวนี้คุณเห็นจะกระเป๋าหนักไปนาน"

นายประเสริฐพูดปนหัวเราะ

รพินทร์ ไพรวัลย์ยักไหล่

"แต่เที่ยวนี้ผมลงทุนไปแยะ นอกจากเงินทุนค่าใช้จ่ายความเหนื่อยยากจนแทบจะเอาชีวิตตนเองไม่รอดแล้ว ผมยังเสียพร้านพื้นเมืองมือดี ที่ทำงานกับผมมาแต่ไหนแต่ไรไปอีกสองคน คนหนึ่งเหลวเละไปทั้งตัวเพราะเจ้าแรดตัวนั้น ส่วนอีกคนหนึ่งมีหวังพิการไปตลอดชีวิต คุณประเสริฐคิดว่าคุ้มกันเหรอ สำหรับเงินที่ผมจะได้รับในครั้งนี้ ว่าแต่-คุณอำพลกำลังทำอะไรอยู่?"

"อยู่ในห้องรับแขกส่วนตัวบนตึกอำนวยการครับ มีแขกอยู่ด้วยสามคน มาด้วยรถส่วนตัวจากกรุงเทพฯ ถึงที่นี่ก่อนเที่ยงเล็กน้อย รู้สึกว่าจะเป็นพวกคนใหญ่คนโต และมีความสนิทสนมคุ้นเคยกับผู้อำนวยการมาก่อนอย่างดี ขณะนี้กำลังสนทนากันอยู่ เป็นชายหนุ่มสองคนผู้หญิงสาวอีกคนหนึ่ง ผมเองก็ไม่เคยเห็นมาก่อน พอคุณมาถึง ผู้อำนวยการใช้ให้ผมมาตามคุณขึ้นไปนี่แหละครับ"

เขาพยักหน้า ไม่ได้สนใจอะไรกับคำบอกเล่าของนายประเสริฐผู้จัดการนัก บอกว่า

"เอาละครับ คุณไปเรียนคุณอำพลเถอะว่า อีกสักประเดี๋ยวผมจะขึ้นไป จัดการอะไรทางนี้ให้เรียบร้อยเสียก่อน"

ผู้จัดการผละไป รพินทร์เดินแยกไปบงการควบคุมพวกคนงาน ที่กำลังขนลำเลียงกรงสัตว์ลงอยู่อย่างเกรียวกราวเอิกเกริกในขณะนี้

สัตว์ใหญ่อันตรายถูกลำเลียงลงจากรถบรรทุกอย่างระมัดระวังตามลำดับ บางชนิดก็ถูกขนไปปล่อยไว้ในกรงเหล็กของสถานีกักสัตว์ อันเตรียมไว้ก่อนแล้ว บางชนิดก็คงให้อยู่ในกรงไม้ที่ใช้บรรจุมาโดยพักไว้ชั่วคราวก่อน มันเป็นงานที่ไม่ใช่ทำกันได้อย่างสะดวกง่ายดายนัก ขณะนี้ กรงไม้ขนาดใหญ่ ที่ตีฝาทึบลักษณะเหมือนลัง อันบรรจุเจ้าเสือดำตัวเขี่องที่สุด กำลังถูกพวกคนงานสี่ห้าคนช่วยกันผลักเลื่อนมายังบริเวณส่วนบรรทุกตอนท้ายของรถ ซึ่งมีไม้กระดานขนาดใหญ่สองแผ่นทอดเป็นสะพาน สำหรับใช้ชลอเลื่อนลงมาทางนั้น เสียงเจ้าป่าแผดคำรามก้องอยู่ในกรงทึบอย่างเกรี้ยวกราด ระคนไปกับเสียงเฮระโลโหระพาของเจ้าพวกคนงานพื้นเมือง ที่ช่วยกันเข็นเลื่อนอยู่ในขณะนี้ ดูเป็นที่สนุกสนาน

รพินทร์ขมวดคิ้วอย่างหงุดหงิด สาวท้าวจากรถบรรทุกอีกคันหนึ่ง เดินตรงเข้ามาโดยเร็วพร้อมกับตะโกน เตือนความสนุกสนานคึกคะนองของคนงานพื้นเมืองเหล่านั้น การส่งเสียงเอะอะเล่นกันไปพลางของเจ้าพวกนั้น เท่ากับยั่วยุให้เจ้าป่าบังเกิดความตื่นเต้นดุร้าย และสำแดงฤทธิ์ดิ้นรนพยายามจะแหกกรงออกมาให้ได้ แทนที่จะสงบลง

เขาเดินกลับมายังไม่ทันจะถึงที่นั้น พวกคนงานก็ผลักกรงเสือดำมาถึงไม้สองแผ่นที่ทอดเป็นสะพาน แล้วช่วยกันพยุงยกลังขึ้นวางบนไม้ เพื่อจะให้ไหลเลื่อนลงไปยังพื้นเบื้องล่าง จะเป็นเพราะเจ้าพวกนั้นมัวแต่ระเริงเล่นกันเห็นเป็นของสนุก หรือจเป็นความสะเพร่าขาดระมัดระวังของคนงานอีกสามคนที่คอยยืนรับอยู่เบื้องล่างอย่างใดอย่างหนึ่งไม่ทราบได้ ปรากฏว่าไม่กระดานแผ่นหนึ่งที่วางคานอยู่ระหว่างท้ายรถกับพื้นดิน ถูกไถลเลื่อนแตะติดกับขอบท้ายในตอนบรรทุกของรถ อยู่เพียงหมิ่นเหม่นิดเดียวเท่านั้น และสายตาของรพินทร์ก็เหลือบไปเห็นเข้าพอดี

"เฮ้ย! ระวังสะพานไม้แผ่นนั้น"

เขาร้องตะโกนออกมาสุดเสียง

ช้าไปเสียแล้ว เสียงร้องเตือนของเขายังไม่ทันจะขาดคำ กรงใหญ่บรรจุเสือดำ ซึ่งบัดนี้ถูกยกขึ้นมาวางอยู่บนไม่กระดานทั้งสองแผ่น เตรียมที่จะโรยเชือกตาม เพื่อให้ค่อย ๆ เลื่อนลงไปสู่พื้น ก็พลันหล่นวูบลงมาอย่างกะทันหันทั้งกรง เพราะไม้กระดานแผ่นที่วางอย่างอย่างหมิ่นเหม่อันนั้น รอดพ้นออกจากการพาดติดอยู่กับขอบรถ

กระที่ประกอบขึ้นด้วยไม่หยาบ ๆ ตีไว้ไม่แน่นหนาอะไรนัก กระทบกับพื้นเบื้องล่างโดยแรงดังสนั่น ส่วนหนึ่งแตกหักออกในทันทีนั้น พร้อมกับเสียงแผดคำรามกึกก้องของเจ้าป่า ท่ามกลางความตะลึงพรึงเพริดของคนงานทุกคน เสือดำขนาดมหึมาดิ้นรนตะกุยตะกายอย่างดุร้าย เมื่อเห็นช่องแห่งอิสรภาพ และในพริบตามันก็เผ่นพรวดออกมาได้ โจนเข้าใส่คนงานที่ยืนตะลึงขวางหน้าอยู่ใกล้ที่สุด ด้วยสัญชาตญาณตื่นเต้นหนีภัยมากกว่าที่จะคิดทำร้าย ชายผุ้นั้นร้องแหลมออกมาสุดเสียง ล้มครืนลงดิ้นพราดอยู่กับพื้น ใบหน้าถูกอุ้งเล็บตะปบยับเยินไปทั้งแถบ ลูกตาหลุดหายไปข้างหนึ่งเลือดสาด

เจ้าเสือดำพุ่งปราดเข้าใส่คนต่อ ๆ ไป เท่าที่ทิศทางแห่งการเผ่นทยานของมันจะผ่านไปได้ แตกกระจัดกระจายเลือดสาดไปตาม ๆ กัน ท่ามกลางเสียงร้องโวยวายเอ็ดอึงอย่างตื่นตระหนกของคนงานผู้ประสบเหตุทั้งหลาย โกลาหลไปตลอดทั้งบริเวณสถานีกักสัตว์ ทุกคนเผ่นหนีหลบเข้าหาที่ซ่อนอย่างไม่คิดชีวิต พร้อมทั้งตะโกนบอกกันฟังไม่ได้ศัพท์

"เฮ้ย! เสือหลุด!! ชิบหายใหญ่แล้ว ไอ้ดำหลุดโว้ย ระวัง!!"

รพินทร์ ไพรวัลย์ ได้สติในพริบตานั้น เจ้าป่าพุ่งลิ่งผ่านคนงานที่วิ่งหลบกันอยู่จ้าระหวั่นในขณะนี้ มายังเขาอย่างรวดเร็ว จอมพรานกระโจนวูบเข้าหลบหน้าหม้อของรถบรรทุก มันเผ่นผ่านหน้าเขาไปอย่างหวุดหวิด แล้ววิ่งเตลิดส่งเสียงคำรามตรงไปยังบริเวณอันสลับซับซ้อนของกรงสัตว์อื่น ๆ ซึ่งบัดนี้พากันส่งเสียงร้องคำรามกันขึ้น ลั่นไปหมดเพราะความแตกตื่น

เขาหันไปตะโกนสั่งยามหน้าประตูให้รีบปิดประตูเหล็กลงโดยเร็ว ป้องกันไม่ให้เจ้าเสือกรงแตกหลุดออกไปพ้นจากบริเวณได้ ในขณะเดียวกันก็ร้องตะโกนบอกให้คนงานทั้งหลายเร่งหลบเข้าไปที่ตึกอำนวยการ ทุกคนวิ่งกันวุ่นชุลมุนไปหด หลายต่อหลายคนได้รับบาดเจ็บจากเขี้ยวเล็บของพยัคฆ์ร้าย แต่ไม่มีใครถึงกับเสียชีวิตในขณะนี้เพราะมันกำลังตื่น ไม่ได้มุ่งที่จะประหัตประหารขย้ำใครโดยเฉพาะ นอกจากใครอยู่ใกล้ กีดขวาหน้า ก็ตบกัดผ่านไปชั่วขณะเท่านั้น หลายต่อหลายคนคว้าปืนวิ่งกันออกมา และระดมยิงกันสนั่น ถูกที่ไม่สำคัญไม่สามารถจะหยุดยั้งมันไว้ได้ นอกจากจะเป็นการยั่วยุทวีให้มันเพิ่มความดุร้ายขึ้นอีกอย่างบอกไม่ถูก การยิงไม่สามารถจะยิงได้ถนัดนัก เพราะกลุ่มคนงานเองที่วิ่งแตกตื่นกระจัดกกระจายอยู่ในขณะนี้ รวมทั้งสัตว์อื่น ๆ ที่อยู่ในกรง อันอาจจะโดนลูกหลงเกิดความเสียหายขึ้นได้ และปืนที่คนงานใช้เหล่านั้นก็ล้วนเป็นปืนลูกซอง แต่ละคนก็ยิงด้วยความตื่นเต้นตกใจไม่ได้สติ

รพินทร์ยืนโคลงหัวสบถสาบานพึมพำอยู่ในลำคอ เขาไม่รู้ที่จะตัดสินใจอย่างไรถูก จะร้องห้ามพวกคนงานที่กำลังถือปืนกันกะเร่อกะร่าพวกนั้น ก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผลเสียแล้ว ทันใดนั้น นายประเสริฐ ผู้จัดการก็วิ่งกระหืดกระหอบออกมาจากตึกอำนวยการ ร้องตะโกนบอกพวกคนงานเสียงหลง

"เฮ้ย! หยุดยิง! ทุกคนไม่ต้องยิง ประเดี๋ยวถูกกันเองตายโหงไปเท่านั้น พวกเอ็งหลบไปให้หมด" พวกนั้นจึงพากันวิ่งหนี หลบเข้าไปที่ตึกอำนวยการหมดสิ้น

ผู้จัดการก็วิ่งหน้าเริดมาที่เขา ซึ่งในขณะนี้ดูเหมือนจะเป็นคนเดียว ซึ่งยืนอยู่ในที่โล่งกลางบริเวณสถานีกักสัตว์ ใกล้กับรถที่จอดอยู่ ร้องบอกละล่ำละลัก

"คุณรพินทร์จัดากรกับไอ้ดำนั่นทีเถิดครับ ชิบหายใหญ่แล้ว"

"จะให้ผมจัดการยังไง?"

เขาถามขรึม ๆ

"ผู้อำนวยการบอกให้คุณยิงทิ้งเลยครับ เร็วเข้าเถอะ ประเดี๋ยวไม่ใครก็ใครก็ถูกขย้ำตายบ้างเท่านั้น เลือดสาดกันไปเป็นระนาวแล้ว"

นายประเสริฐพูดลิ้นพันกันอยู่เช่นนั้น หน้าซีด ตาเหลือก

จอมพรานหัวเราะหึ ๆ อยู่ในลำคอ

"คนงานของคุณนี่ไม่ไหวเลยจริง ๆ คุณประเสริฐ ขนาดผมคุมให้เขาทำงานอยู่อย่างใกล้ชิดแท้ ๆ ทำอะไรเป็นเล่นกันไปหมด อ้าปากเตือนยังไม่ทันจะขาดคำเลย ก็เกิดเรื่องยุ่งขึ้นเสียแล้ว เสือดำตัวนี้เป็นตัวขนาดงามที่สุด บอกตรง ๆ ผมอย่างจะจับเป็น"

"โอ! ไม่ได้หรอกครับ ชิบหายแน่ ถ้าคุณขืนมัวแต่คิดจะจับเป็นอยู่ ยิงเถอะครับ ผู้อำนวยการก็สั่งอย่างนั้น"

"ผมไม่รับผิดชอบนะ สำหรับไอ้ดำตัวนี้ เพราะมันมาหลุดอยู่ในสถานีกักสัตว์ของคุณ ยิงก็ได้ แต่บอกเสียก่อนว่าจะมาหักราคาเอากับผมไม่ได้"

"แน่นอนครับ ไม่ต้องกังวลเลยในข้อนั้น ความผิดมันอยู่ที่บริษัทของเราเอง"

ผู้จัดการบอกเร็วปรื๋อ

รพินทร์ ไพรวัลย์ สั่นศีรษะช้า ๆ อีกครั้ง ชะโงกเข้าไปในรถ คว้า ๓๐-๐๖ ออกมา แล้วเหนี่ยวแขนผู้จัดการสถานีกักสัตว์ผลักรุนให้เข้าไปนั่งอยู่ในรถ

"อยู่ในนั้นแหละ อย่างออกมา จนกว่าจะเรียบร้อย"

ว่าแล้ว เขาก็ล้วงมือลงไปในกระเป๋าย่ามของเสื้อล่าสัตว์ที่สวมอยู่ หยิบลูกซิลเว่อร์ทิปออกมา กระชากลูกเลื่อนออก ยัดลูกปืนเข้าไปในรังเพลิงเพียงนัดเดียว กระแทกลูกเลื่อนปิดแล้วเดินดุ่ม ๆ ตามรอยของเจ้าดำ ซึ่งเห็นมันเผ่นหายไปทางกรงสัตว์ที่ขังไว้เก่า ๆ ด้านซ้ายของบรเวณ

สายตาทั้งหมดจับนิ่งมายังร่างของจอมพรานเป็นตาเดียวด้วยใจอันสั่นระทึก รวมทั้งผู้อำนวยการบริษัท และผู้เป็นแขกอีกสามคน ซึ่งมองเห็นเหตุการณ์ทุกสิ่งทุกอย่างตั้งแต่ต้น ทางหน้าต่างกระจกบานนั้นด้วยความตื่นเต้น

สายตาอันคมกริบเฉียบไวของเขา เริ่มกวดอย่างระมัดระวังไปรอบด้าน เมื่อตนเองเดินช้า ๆ อยู่ในระหว่างกรงนกเงือก ภายใต้เงาของต้นทองหลางใหญ่ใกล้ซุ้มข่อยทึบแล้วชะงักนิ่ง ประสาทตื่นพร้อมเมื่อได้ยินเสียงคำรณก้องออกมาจากซุ่มข่อยนั้น ฝูงนกเงือกในกรงตาข่ายขนาดใหญ่พากันแตกตื่นส่งเสียงร้องและบินกันพึ่บพั่บ มองลอดกรงตาข่ายทะลุไปยังซุ้มข่อยตรงข้าม เห็นตาเขียวปัด ปากแดงฉานที่อ้าแสยะ และกรงเขี้ยวขาว ไอ้ดำนอนหมอบอยู่ที่นั่น กำลังเลียแผลจากกระสุนลูกซองซึ่งฝังอยู่ที่ตะโพก อันเกิดจากการยิงอย่างส่งเดชของพวกคนงาน

เขาตวัดไรเฟิลขึ้นอย่างใจเย็น ตาจับอยู่ที่เป้าหมายอันมีระยะห่างประมาณไม่เกิน ๑๐ เมตร โดยมีกรงนกเงือกกั้นกลาง ไอ้ดำเผ่นพรวดพราดขึ้นโดยเร็ว กระโจนไต่ตะกุยตะกายขึ้นไปบนต้นฉำฉา พอถึงคาคบ ก็หมอบตัวทำหูลู่อ้าปากแสยะเขี้ยวมาทางเขา พร้อมด้วยดวงตาอันลุกจ้าดุร้าย

และพริบตานั้นเอง มันก็เผ่นพรวดสยายเล็บพุ่งลงมาใส่อย่างดุเดือด โดยข้ามกรงนกเงือกลงมา

รพินทร์วาดลำกล้องปืนตาม ในขณะที่มันตะกายขึ้นไปบนต้นฉำฉา มันก็เผ่นเข้าใส่ ๓๐-๐๖ ก็แผดระเบิดกึกก้องไปทั่ว เป็นการยิงสวนในระยะเผาขน

ร่างของเสือดำขนาดใหญ่ปะทะร่างของจอมพรานโดยแรง เขาล้มกระแทกลงไปเบื้องหลัง ปืนหลุดจากมือกระเด็น ส่วนเสือร้ายม้วนตัวสั่นริก ๆ อยู่กับที่ตรงนั้น มีแต่ส่วนหางยาวเท่านั้นที่แกว่งวาดไปมาอยู่สองสามครั้ง แล้วก็สงบนิ่ง

ผู้จัดการของสถานที่ และคนงานทั้งหลายพากันวิ่งพรูเข้ามา เป็นเวลาเดียวกับที่รพินทร์ลุกขึ้นยืนช้า ๆ เดินมายืนโคลงศีรษะอย่างสุดเสียดาย อยู่ที่ทรากของไอ้ดำร้ายกาจตัวนั้น กระสุน ๓๐-๐๖ เจ้าแสกหน้าของมันทะลุเลยออกต่ำกว่าต้นคอเล็กน้อย

บนห้องผู้อำนวยการ ที่หน้าต่างกระจก ทุกคนผ่อนลมหายใจที่สะกดกลั้นไว้ออกมาอย่างโล่งอก

"จริงของคุณอำพล..."

หนึ่งในสองของสุภาพบุรุษผู้เป็นแขกครางออกมา

"ตัวเขาเล็กก็จริง แต่ฝีมือและน้ำใจไม่เล็กเลย ผมเองเคยยิงเสือมาสองครั้ง บอกตรง ๆ ว่า ขณะที่ยิงมือสั่นเป็นเจ้าเข้า ทั้ง ๆ ที่ผมก็บอกตัวเองว่า ในบรรดาคนกล้าทั้งหลายแล้ว ผมเป็นคนหนึ่งในจำนวนนั้น เวลายิงก็เป็นเวลาที่นั่งอยู่บนห้าง แต่ถ้าจะให้รางวัลผมสักแสน ให้ผมเดินถือปืนเข้าไปยิงเสือซึ่ง ๆ หน้าอย่างนี้ละก็เห็นจะไม่รับประทาน"

"ผมชอบการยิงสวน ในระยะประชิดของเขาจริง ๆ"

อีกชายหนึ่งพูด ตายังจับอยู่ที่เป้าหมายเดิมไม่เปลี่ยน เป็นประกายสดใส

"ทีแรกผมนึกว่า เขาจะยิงผ่านลูกกรงตาข่ายของนกเงือกเข้าไปเสียอีก แต่เขากลับรอจังหวะให้มันพุ่งกระโจนลงมาใส่ และยิงในขณะนั้น ผมก็อยากจะเชื่อตามคุณอำพลว่าในข้อที่รับรองว่า เขาเป็นสุภาพบุรุษและนักกีฬาคนหนึ่ง เพราะแม้กระทั่งสัตว์ เขาก็ยังให้โอกาสกับมัน ถ้ามือเขาไม่ดีจริง เมื่อกี้นี้เขาอาจถึงชีวิต มันเป็นการแลกกันอย่างยุติธรรมดีเหลือเกิน"

"เขาน่าจะได้รับบาดเจ็บบ้างนะคะ น้อยเห็นเขาถูกเสือตัวนั้นกระโจนลงมาประทะล้มลง แม้เขาจะยิงมันตายก็ตาม แต่ทำไมเห็นเขาลุกขึ้นมาอย่างปกติดีทุกอย่าง พวกนั้นรุมมุงกันใหญ่แล้ว"

หญิงสาวผู้ยังใช้กล้องส่องทางไกล สำรวจเหตุการณ์ทุกระยะพูดขึ้น ลักษณะที่หล่อนพูดดูเหมือนจะเจตนาพูดกับผู้เป็นพี่ชาย แต่ผู้อำนวยการของบริษัท "ไทยไวล์ดไลฟ์" ตอบแทนให้อย่างสุภาพว่า

"กระสุนนัดนั้นของเขา จะต้องตัดสมองส่วนที่สำคัญที่สสุดของมันครับ คุณหญิง มันตายคาที่ในทันทีที่กระโจนลงมา ก่อนที่จะทำร้ายเขาได้ เขาถูกปะทะล้มจากแรงเหวี่ยงที่มันกระโจนลงมาเท่านั้น รพินทร์ชอบยิงสัตว์ในขณะที่มันช้าร์จสวนเข้ามาอย่างนี้เสมอ เมื่อปลายปีที่แล้ว เขาก็ต้องไปนอนอยู่ในโรงพยาบาลกรุงเทพฯ เสียสองเดือนกว่า เพราะยิงสวนกระทิงเจ็บตัวหนึ่ง ซึ่งพรานพื้นเมืองของเขายิงไว้ก่อน กระสุนของเขาตัดสมองกระทิงตัวนั้นอย่างแม่นยำ แต่เคราะห์เขาร้ายไปหน่อย เพราะเขายิงมันในขณะที่ช้าร์จรี่เข้ามา ในระยะไม่เกินสิบห้าหลา มันชนเขาด้วยแรงที่วิ่งมากระเด็นลอยไปสลบอยู่กับพื้น ซี่โครงหัก ส่วนตัวมันเองก็ล้มคว่ำอยู่ข้าง ๆ ร่างของเขา ความจริงเขาเกือบตายเพราะอาชีพของเขามาหลายครั้งแล้ว แน่ะ! เขากำลังเดินตรงมาโน่นแล้ว เราคงจะได้พบเขาในไม่กี่อึดใจนี่แหละครับ"

รพินทร์ ไพรวัลย์ เปิดประตูห้องรับแขกของผู้อำนวยการบริษัท "ไทยไวล์ดไลฟ์" ซึ่งเป็นบริษัทที่มีสัญญาติดต่อซื้อสัตว์ป่าเป็น ๆ กับเขามาเป็นเวลานาน ก้าวเข้าไป แล้วหยุดชงักนิดหนึ่ง

อำพล พลากร ยิ้มร่าอยู่ก่อนแล้ว ร้องทักพร้อมกับตรงเข้ามาฉุดแขน นำเดินไปที่โต๊ะรับแขก ซึ่งขณะนี้มีบุคคลที่เขาไม่เคยรู้จักสามคน พากันจ้องมองมาก่อนแล้วเป็นตาเดียว เขายังไม่มีโอกาสที่จะสังเกตคนเหล่านั้นได้ถนัดนัก ในสายตาที่ชำเลืองผ่าน ๆ เพราะกำลังพูดโต้ตอบทักทายอยู่กับผู้อำนวยการบริษัท

"ผมเสียใจที่เกิดอุปัทวเหตุขึ้น คนของคุณเจ็บสาหัสไปคนหนึ่ง เลือดตกยางออกกันไปอีก ๔-๕ คน เพราะความสะเพร่าของพวกเขาเองแท้ ๆ"

พรานใหญ่พูดอย่างสำรวม น้ำเสียงของเขาเบาเรียบ อำพลหัวเราหนักหน่วง แล้วโอบไหล่ไว้

"โอ๊ย! เรื่องเล็ก ไม่ต้องกังวลไปหรอกคุณรพินทร์ ขอบคุณเหลือเกินที่ช่วยจัดการให้เป็นที่เรียบร้อย ถ้าไม่มีคุณอยู่ด้วยวันนี้ ผมว่ากว่าจะเอามันอยู่ พวกเราคงจะวุ่นกันไม่ใช่น้อย ดีไม่ดี อาจมีใครตายก็ได้ มันเป็นความผิดของคนของผมเอง"

"แต่ผมเสียดายมันเหลือเกิน มันเป็นเสือดำตัวงามที่สุดเท่าที่ผมเคยพบเห็นมา"

"ช่างมันเถิดครับ ทำไงได้ล่ะ ถ้าเราไม่ฆ่ามัน มันก็ต้องฆ่าพวกเราคนใดคนหนึ่งแน่ ๆ ลงหลุดออกมาแบบนี้แล้วก็ต้องยิงทิ้งเท่านั้น เรื่องที่จะจับเป็นเห็นจะไม่ต้องหวัง ผมยินดีที่จะชดใช้ให้คุณตามราคา ว่าแต่นี่แน่ะ เราอย่าไปสนใจอะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้อีกเลย ผมกำลังรอพบคุณอยู่ทีเดียว"

อำพลหยุดเว้นระยะนิดหนึ่ง หันมาทางบุคคลทั้งสามที่จ้องมองจับการโผล่เข้ามาของรพินทร์ ไพรวัลย์อย่างเงียบ ๆ ขณะนี้เขาและพรานใหญ่ยืนอยู่เบื้องหน้าของคนเหล่านั้น แล้วผู้อำนวยการบริษัท ที่ดำเนินกิจการส่งสัตว์ป่าออกนอกประเทศ ก็กล่าวต่อมาโดยเร็ว

"คุณรพินทร์ ทั้งสามท่านที่นั่งอยู่นี่ มีธุระสำคัญยิ่งกับคุณ และได้เดินทางมาจากกรุงเทพฯ มาดักรอพบคุณอยู่ที่นี่ก่อนหน้าคุณจะมาถึงสองชั่วโมงเศษแล้ว ผมเป็นคนติดต่อส่งข่าวล่วงหน้าไปให้ทราบเองว่า วันนี้เป็นวันที่คุณจะเดินทางเข้ามาส่งสัตว์ตามกำหนดเวลา เลยนัดให้ท่านมา"

รพินทร์ ไพรวัลย์ มีสีหน้าตื่นงงเล็กน้อย ตาสีน้ำตาลเข้มของเขากราดผ่านใบหน้าของบุคคลทั้งสามผาด ๆ อีกครั้ง เห็นแต่เพียงสองชายลุกขึ้นยืนและยิ้มให้ ส่วนหญิงสาวคงนั่งไขว่ห้างอยู่ตามเดิม เพียงแต่จ้องตาดำสนิทคมกริบนิ่งมา "ท่านผู้นี้คือ พันโท หม่อมราชวงศ์ เชษฐา วราฤทธิ์ อดีตทูตทหารบกประจำสหรัฐฯ แต่ในขณะนี้นอกราชการ ท่านผู้นี้คือ พันตรี ไชยยันต์ อนันตรัย เพื่อนสนิทนอกราชการเหมือนกัน"

ทั้งสองกล่าทักทายเขาก่อน พร้อมทั้งส่งมือมาให้จับ รพินทร์จับมือพร้อมทั้งก้มศีรษะให้ ภายหลังจากทักทายคนทั้งสองเสร็จ นายอำพลก็ผายมือไปทางหญิงสาว หล่อนมองดูที่เขาตลอดเวลาแล้ว

"และสุภาพสตรีผู้นี้คือ นายแพทย์ หม่อมราชวงศ์หญิง ดาริน วราฤทธิ์ น้องสาวของคุณชายเชษฐา นักศึกษาที่กำลังจะทำปริญญาเอกทางมานุษวิทยา"

เขาก้มศีรษะให้กับหญิงสาวผู้ถูกแนะนำเป็นคนสุดท้ายอีกครั้ง หล่อนดูเหมือนจะยิ้มให้นิดหนึ่ง และก้มศีรษะตอบรับอย่างไว้ตัว

"เชิญนั่งซิครับคุณรพินทร์ ผมรู้สึกยินดีเหลือเกินที่ได้พบคุณตามที่เจตนาไว้"

เชษฐา วราฤทธิ์ นายพันโทนอกราชการกล่าวขึ้นด้วยเสียงทุ่มต่ำ สุภาพอ่อนโยน พร้อมกับยิ้ม

ทั้งหมดนั่งลงตามเดิม รวมทั้งรพินทร์ผู้หย่อนตัวเป็นคนสุดท้ายอย่างงง ๆ อยู่เช่นเดิม พันตรีไชยยันต์ เป็นคนรินบรั่นดีให้เขา พรานใหญ่ไม่อาจเดาถูกว่า คนทั้งสามที่มารอพบเขาในขณะนี้มีวัตถุประสงค์เช่นไร บอกกับตนเองตามความสังเกตเท่าที่เห็นผาด ๆ ในขณะนี้ว่า ม.ร.ว. เชษฐา เป็นชายหนุ่มอายุประมาณ ๓๕ ปี ลักษณะสุขุมเยือกเย็น ผิวพรรณท่วงท่าบอกชัดว่าเป็นราชสกุล แต่ก็ดูเม้มแข็งบึกบึนอย่างชายชาตรีแท้ พันตรีไชยยันต์ คงอายุไม่เกิน ๓๓ ปี คุณลักษณะของเขาเป็นทั้งบุรุษเจ้าสำราญ และนักเผชิญโชคเผชิญภัยปะปนกันอยู่ชนิดแยกกันไม่ออก

ส่วนหญิงสาวผู้นั้นมีอะไรที่สะดุดตาอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นใบหน้าหรือทรวดทรง หล่อนซ่อนร่างโปร่งได้ส่วนสัดอยู่ในแสล็คอันเป็นยีนขาว และเชิ้ตสปอร์ตสีน้ำเงินเข้ม ตัวผิวสีมะปรางดูเด่น มองเห็นความสมบูรณ์งามของสัดส่วนได้อย่างถนัด เห็นจะไม่ใช่สาวน้อยแรกผลิหรอก ชำเลืองด้วยหางตาก็พอจะคำนวณได้ว่า อายุของหล่อนเห็นจะไม่ต่ำกว่า ๒๕-๒๖ ปี เขาไม่สงสัยสักนิดเดียวว่าหล่อนเป็นน้องสาวของ ม.ร.ว. เชษฐา เพราะประพิมพ์ประพายบอนใบหน้าใกล้เคียงกันอยู่ แต่ออกจะกังขาอยู่ครามครันว่า หม่อมราชวงศ์หญิงคนสวยนี่น่ะหรือ คือนายแพทย์ และนักศึกษามานุษวิทยา ผู้กำลังจะทำปริญญาเอก หล่อนน่าจะเป็นนางแบบแสดงแฟชั่นจะเหมาะกว่า

อะไรไม่สำคัญเท่ากับว่า ลักษณะของหล่อนเย่อหยิ่งไว้ตัวเหลือประมาณ ดูจะผิดไปกับพี่ชายลิบลับ-หม่อมราชวงศ์หญิง ดาริน วราฤทธิ์ คนนี้!!

"เราได้ยินชื่อเสียงคุณมานานแล้ว เพิ่งจะได้พบตัวจริงวันนี้เอง"

ไชยยันต์เอ่ยขึ้นบ้าง ส่งแก้วบรั่นดีมาให้

"ประทานโทษ มีอะไรที่ผมจะรับใช้ได้หรือครับ?"

รพินทร์ถามขึ้นเบา ๆ อย่างสุภาพ พร้อมกับมองตื่น ๆ ไปทางนายอำพล เสมือนจะขอคำตอบจากภาวะงงงัน จับต้นชนปลายเดาเรื่องไม่ถูกขณะนี้

"เชิญคุณชายเริ่มพูดธุระได้เลยครับ ว่ากันไปตามสบายเลยไม่ต้องเป็นห่วง ระหว่างผมกับคุณรพินทร์ไม่มีเรื่องเร่งร้อนอะไรกันนักหรอก และถึงอย่างไรคุณรพินทร์ก็จะต้องพักอยู่ที่ตำบลนี้อย่างน้อย ๒-๓ คืน ก่อนที่จะกลับเข้าป่า เวลาที่จะสนทนาหารือกันมีพอเพียงทีเดียว"

ความเงียบปกคลุมไปชั่วขณะ

อดีตทูตทหารบกเชื้อพระวงศ์ควักกล้องออกมาบรรจุสูบ สีหน้าของเขาดูจะขรึมเคร่งลง มีอะไรบางสิ่งบางอย่างส่อแววกังวลปรากฏชัดออกมาในแววตา ขณะที่มองจับนิ่งมายังพรานใหญ่

"คุณรพินทร์..."

ครั้นแล้ว ม.ร.ว. เชษฐาก็เริ่มขึ้นด้วยเสียงแผ่วต่ำ

"เมื่อปีกลายนี้ คุณท่องเที่ยวอยู่ในดงแถบหนึ่ง ที่ชาวบ้านป่าเรียกว่า "โป่งกะทิง" ทางทิศเหนือของ "หนองน้ำแห้ง" ใช่ไหมครับ?"

จอมพรานขมวดคิ้วคิดนิดหนึ่ง แล้วผงกศีรษะลง เต็มไปด้วยความกังขาอย่างไรพิกล ที่การเคลื่อนไหวของเขาอยู่ในการรู้เห็นของสุภาพบุรุษผู้นี้ ชีวิตป่าปราศจากความสลักสำคัญกับใครทั้งสิ้นของเขา ไม่น่าจะเป็นที่สนใจของใครเลย

"ครับ ผมอยู่แถว ๆ นั้น"

"คุณไปตั้งสถานีดักสัตว์อยู่ที่นั่น?"

ไชยยันต์สอดมาโดยเร็ว

"ถูกแล้วครับ ผมไปตั้งแค้มป์ดักสัตว์อยู่ที่นั่น และพักอยู่จนกระทั่งได้สัตว์ครบตามจำนวนที่ต้องการ"

เชษฐาถอนหายใจหนักหน่วง สายตาที่จับมองดูเขาเต็มไปด้วยความรุ่มร้อนเร้นลับ

"คุณเคยพบนักล่าสัตว์ชาวพระนครคนหนึ่ง ใช้ชื่อว่า ชด ประชากร ที่นั่นบ้างไหม?"

รพินทร์นิ่งเหมือนจะคิดทบทวนอยู่อีกอึดใจเดียว ก็ก้มศีรษะลงอีกครั้ง

"ครับ ผมเคยพบเขามาตั้งแค้มป์อยู่ข้าง ๆ แค้มป์ของผมประมาณ ๒ อาทิตย์ เพื่อพักผ่อนก่อนที่จะเดินทางต่อไป เอ๊ะ! เรื่องนี้ดูเหมือนผมจะได้รับจดหมายจากทนายความคนหนึ่ง เมื่อประมาณสัก ๓-๔ เดือนที่แล้วมา ขอสอบถามว่า ผมทราบอะไรเกี่ยวกับนักล่าสัตว์ชาวพระนคร ที่ชื่อชดผู้นี้บ้าง และผมก็ได้เขียนจดหมายตอบทนายความคนนั้นไปแล้ว เท่าที่ผมทราบในขณะนั้น"

เชษฐา ไชยยันต์ และดารินมองสบตากัน แล้วผ่านไปจับอยู่ที่ใบหน้าเขาเป็นตาเดียวตามเดิม เชษฐากล่าวต่อมาอย่างแช่มช้าระมัดระวัง

"ทนายความที่จดหมายติดต่อสอบถามมายังคุณ เป็นทนายของผมเอง จดหมายของคุณได้ถูกส่งต่อมาให้ผม คุณบอกในจดหมายนั้นว่า สุภาพบุรุษชาวพระนครคนหนึ่ง ชื่อชด ประชากร ได้ออกเดินทางจาก "โป่งกะทิง" เมื่อต้นเดือนพฤษภาคม พร้อมด้วยพรานพื้นเมืองอันเป็นลาวเซิงคนหนึ่งชื่อ หนานอิน แจ้งความประสงค์ว่า เขาจะออกเดินทางบุกป่าไปยังหมู่บ้านกะเหรี่ยงไกลที่สุด คือหมู่บ้าน "หล่มช้าง" ซึ่งเป็นพรมแดนติดกับพม่า เขาบอกคุณว่าเขาจะทิ้งเกวียนและสัมภาระที่ไม่จำเป็นของเขาไว้ที่นั่น และออกเดินทางต่อไปด้วยเท้า คุณยังเล่าต่อไปว่า ชด ประชากร ได้เดินทางไปยังหมู่บ้าน "หล่มช้าง" ตามที่เขาบอกคุณไว้ เพราะคุณได้ผ่านไปยังหมู่บ้านนั้นในโอกาสหนึ่ง และได้เห็นเกวียนตลอดจนสัมภาระบางส่วนของเขาเท่าที่คุณจำได้ ตกอยู่ในการดูแลของกะเหรี่ยงคนหนึ่ง ข่าวที่คุณทราบก็คือ ชดกับคนใช้อันเป็นพรานพื้นเมืองชื่อ หนานอิน บุกป่าลึกกันต่อไปอย่างที่เขาเคยได้บอกกับคุณไว้ทุกอย่าง"

"ครับ ผมเขียนเล่าไปเช่นนั้น"

พรานใหญ่รับคำ แล้วต่างก็นิ่งเงียบกันไปอีกครู่ ม.ร.ว. หญิง ดาริน วราฤทธิ์ ที่นั่งร่วมอยู่ด้วยอย่างสงบ โดยไม่ได้ปริปากคำใดทั้งสิ้นมาแต่แรก ขยับตัวอย่างอึดอัด ชะโงกไปหยิบบุหรี่ในกล่องกลางโต๊ะ รพินทร์ถือไลท์เตอร์เดาะเล่นอยู่ในมือก่อนแล้ว เขาจุดขึ้นในทันทีนั้น และยื่นส่งไปให้ ตาคมกริบของหล่อนเหลือบขึ้นสบเขาอีกแว่บหนึ่งก่อนจะจุด ดารินกล่าวขอบใจเบา ๆ แล้วพ่นควันขึ้นสูง จะเป็นนายแพทย์ จะเป็นนักศึกษาปริญญาเอกทางมานุษวิทยา หรืออะไรตามที่นายอำพลกล่าวแนะนำก็ตาม สำหรับสายตาของรพินทร์ในขณะนี้ เขามองเห็นหล่อนเป็นเด็ก ที่ได้รับการพะนอเอาอกเอาใจมาเสียจนเคยตัว

"คุณรพินทร์ครับ"

พี่ชายเสียอีกที่เต็มไปด้วยความนุ่มนวลอ่อนโยน ได้กล่าวต่อมา

"ผมคิดว่าคุณคงจะได้ระแคะระคาย หรือมิฉะนั้นก็อาจเดาถึงต้นเหตุของการเดินทางของ ชด ประชากร ได้ถูก กรุณาให้ความจริงแก่ผมเถิดครับว่า เขาเดินทางฝ่าเข้าดงลึกกันดารครั้งนั้น ด้วยความประสงค์อะไร?"

"ผมเคยทราบมาบ้าง ในบางอย่างครับ"

รพินทร์ ไพรวัลย์ เอ่ยขึ้นอย่างใคร่ครวญระมัดระวัง แต่แล้วก็หยุดชงักนิ่งเสียเหมือนจะเปลี่ยนใจ ทำให้เชษฐาและไชยยันต์ทวีความร้อนรนกระสับกระส่ายยิ่งขึ้น รีบพูดมาว่า

"ก่อนอื่นเพื่อตัดปัญหา ตัดความกังขาของคุณทุกชนิด ผมอยากจะเป็นฝ่ายเล่า หรืออธิบายอะไร ให้คุณได้ฟังให้แจ่มแจ้งเสียก่อน"

"ดีเหมือนกัน"

ไชยยันต์เสริมมาโดยเร็ว หันไปมองดูสหายที่ร่วมคณะมาด้วย

"อย่างน้อยคุณรพินทร์จะได้หมดสงสัยเสียที เขายังไม่รู้เรื่องอะไรสักอย่างว่า เรามาพบเขาด้วยจุดประสงค์อะไร เปิดศักราชแรกเริ่มเราก็ตั้งคำถามเอากับเขาทั้งนั้น ราวกับจะมีการสอบสวนอะไรกันขึ้นโดยเขาก็ไม่รู้ตัว"

"ก็นั่นน่ะซิคะ พี่ใหญ่ก็...ชักช้าเสียเวลาอยู่ได้..."

นั่นเป็นประโยคแรกของ ม.ร.ว. หญิงดาริน ที่เขาได้ยินเป็นครั้งแรก หล่อนโพล่งออกมาอย่างรำคาญ ชะโงกตัวมาเขี่ยเถ้าบุหรี่แรง ๆ

"ก็บอกไปซิคะว่า นายชด ประชากร อะไรนั่น แท้ที่จริงก็คือน้องชายของพี่ใหญ่ และพี่ชายของน้อยเอง เราต้องการสืบเพื่อติดตามหาตัวบุคคลที่ใช้ชื่อปลอมอย่างนี้ และถ้าเป็นไปได้ เราต้องการว่าจ้างนายพรานใหญ่อย่างเขาให้เป็นคนนำทาง"

ระหว่างที่รพินทร์ยิ่งงุนงงหนัก พี่ชายหันไปมองดูน้องสาวด้วยสายตาตำหนิ พึมพำบ่นอะไรออกมาเบา ๆ หญิงสาวหัวเราะแปร่ง ๆ รู้สึกว่าหล่นจะรำคาญวงสนทนานี้เต็มที ลุกขึ้นเดินสูบบุหรี่ไปยืนดูวิวอยู่ที่หน้าต่างเสีย ม.ร.ว. เชษฐาหันมาทางจอมพรานอีกครั้ง

"ขออภัยนะครับ น้องสาวของผมออกจะเป็นคนใจร้อนสักหน่อย เขาเป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว น้องสาวคนเล็กของพี่ ๆ ลูกสาวคนเล็กของพ่อแม่ ฤทธิ์เดชก็เลยมากเสียยิ่งกว่าเสือดำที่หลุดกรงเมื่อตะกี้นี้เสียอีก"

พ.ต. ไชยยันต์สอดมาเบา ๆ เหมือนจะบ่นกับตัวเอง แสดงถึงความคุ้นเคยสนิทสนมกันมาอย่างมากมาย หล่อนดูเหมือนจะได้ยินเสียนินทาของเพื่อนชาย ร้องตอบมาทั้ง ๆ ที่ยังยืนกอดอกทอดสายตาดูอะไรอยู่ที่หน้าต่าง

"อย่ามาทำปากมากไปนะไชยยันต์ แผลไส้ติ่งของเธอที่ฉันเป็นคนผ่าไว้มันอาจกำเริบขึ้นมาเมื่อไหร่ก็ได้ พี่ใหญ่ก็เหมือนกันเป็นตัวการต้นเหตุเรื่องยุ่งทีเดียว ก็ไม่เพราะพี่ใหญ่ทะเลาะกับพี่กลางอย่างรุนแรงหรอกเหรอ ท่านพ่อก็เข้าข้างพี่ใหญ่ทุกอย่าง จนกระทั่งพี่กลางต้องซัดเซพเนจรออกจากบ้าน กลายเป็นคนสาบสูญไปเช่นนี้ ขณะนั้นน้อยไม่ได้อยู่เมืองไทยร่วมเห็นเหตุการณ์อยู่ด้วย ถ้าน้อยอยู่ น้อยจะไม่มีวันเข้าข้างพี่ใหญ่อย่างเด็ดขาด และพี่กลางก็คงจะไม่ซัดเซไปถึงเพียงนี้ ป่านนี้จะเป็นยังไงบ้างก็ไม่รู้"

พี่ชายนิ่งเงียบ

เพื่อนชายย่นหน้า แล้วหัวเราะหึ ๆ ไม่ได้โต้ตอบอะไรอีกทั้งสิ้น

นายอำพล ผู้อำนวยการบริษัท "ไทยไวล์ดไลฟ์" หัวเราะอ่อย ๆ ท่าทางเต็มไปด้วยความพินอบพิเทาเอาอกเอาใจ ดูหล่อนจะเป็นที่เกรงใจของทุกคน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมาของบุคคลทั้งสามนี้ เป็นการมาที่ได้รับการต้อนรับขับสู้จากนายอำพลอย่างเต็มที่ อันแสดงถึงว่า เคยมีความสัมพันธ์เคารพนับถือกันมาก่อนเป็นทุนเดิม

เดี๋ยวนี้แม้จะยังจับต้นชนปลายอะไรไม่ถูกนัก รพินทร์ก็พอจะเดาได้ราง ๆ ว่าอะไรเป็นอะไร หม่อมราชวงศ์หญิงดาริน ยังคงยืนพิงอยู่ที่หน้าต่าง หันหน้าลงไปยังเบื้องล่างอันเป็นบริเวณกรงกักสัตว์ ตะวันบ่ายสาดจับร่างเพรียวระหงของหล่อน ทำให้สังเกตชัดได้หมดทุกส่วนสัดถนัดตากว่าขณะที่นั่งอยู่ สูงเกินกว่าขนาดรายเฉลี่ยทั่วไปของหญิงไทยเล็กน้อย ไหล่ผึ่ง เอวกิ่ว ตะโพกกลมหนา รับกับลำขาอวบใหญ่แข็งแรงภายในกางเกงยีนรัดรูป ผิวของหล่อนดูจะเข้มจัดกว่าพี่ชายเสียอีก เป็นผิวของคนที่นิยมกรำอยู่กลางแดดกลางลมอย่างนักกีฬากลางแจ้งทั้งหลาย จมูกเชิด แสดงถึงความรั้น ริมฝีปากบาง ส่อแววเจ้าอารมณ์ถือดี ตาคมเฉียบฉลาด บางขณะก็อาจแฝงแววเขลาเพราะความอวดดีของตัวเอง วัยของหล่อนเจนดลกมาพอสมควร แต่ไม่ถึงกับกร้าน

รพินทร์พินิจหล่อนโดยไม่รู้สึกตัว แล้วก็สะดุ้งเมื่อ ม.ร.ว. เชษฐาทำลายความเงียบขึ้นว่า

"ถูกแล้วครับคุณรพินทร์ ชด ประชากร ที่พบคุณ แท้ที่จริงก็คือน้องชายของผมเอง และเป็นพี่ชายของดาริน เขาคือ ม.ร.ว. อนุชา วราฤทธิ์!"

"โอ!"

พรานใหญ่อุทานออกมา บัดนี้เขาพอจะนึกออกแล้ว จริงสิ ครั้งแรกที่เขาโผล่มาเห็น ม.ร.ว. เชษฐา เขาบอกกับตนเองคลับคล้ายคลับคลาว่าจะเคยเห็นที่ไหนมาก่อน แต่แล้วก็คือภาพความจำที่เขาเคยเห็นจาก ชด ประชากร นักล่าสัตนว์พเนจรชาวกรุงคนนั้นนั่นเอง สองพี่น้องมีส่วนละม้ายกันมาก

"เรามีกันอยู่สามคนพี่น้องครับ"

เชษฐาเล่าต่อไปด้วยเสียงแหบต่ำ ในระหว่างที่ไชยยันต์และอำพลมีสีหน้าเศร้าสลดลง ดูเหมือนคนทั้งสองจะรู้เห็นเหตุการณ์เรื่องราวมาก่อน

"เขาเป็นน้องชายคนกลาง ๕ ปีมาแล้วผมไม่นึกเลยว่า เราจะเกิดผิดใจและเป็นปากเสียกันอย่างรุนแรง มันดูเหมือนจะเป็นคราวเคราะห์ของเราจริง ๆ แต่ก็เป็นเรื่องสามัญธรรมดาระหว่างพี่น้อง อันเปรียบเหมือนลิ้นกับฟันนั่นแหละ ผมยอมรับสารภาพว่า ในขณะนั้นผมได้กระทำบางสิ่งบางอย่างที่ไม่ยุติธรรมต่อเขาเพราะความโกรธ..."

พ.ต. ไชยยันต์โคลงศีรษะช้า ๆ และจุ๊ปากออกมาเบา ๆ แน่ละ เขาย่อมเป็นคนหนึ่งที่รู้เห็นเรื่องราวในรหว่างพี่น้องมาอย่างใกล้ชิด

"ขณะนั้น เจ้าพ่อของเรายังมีชีวิตอยู่ ท่านเข้าข้างผมในการทะเลาะกันของเรา เขาเตลิดเปิดเปิงหนีหายออกไปจากบ้าน และถูกตัดออกจากกองมรดก ในที่สุดเจ้าพ่อของเราก็นสิ้นลง เขาไม่ได้รับอะไรเลยแม้แต่บาทเดียว และก็ไม่ได้หวนกลับเข้ามาในบ้านตระกูลอีก ผมเริ่มรู้สึกตัวในความใจดำของผมเอง และออกสืบหาติดตามเขา การสืบติดต่อกันมาเป็นปี ๆ ทำให้ผมพอจะได้ระแคะระคายเป็นเลา ๆ ว่า เขาเปลี่ยนชื่อเป็น ชด ประชากร ออกบุกบั่นเดินป่าเพื่อแสวงหาโชคอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ของเขา เหตุการณ์เหล่านี้ผมมาทราบเอาเมื่อ ๓ ปีให้หลัง ผมไม่มีโอกาสที่จะตามเขาได้พบเลยในระยะที่แล้วมา เพราะเขาไม่ยอมติดต่อส่งข่าวใด ๆ ทั้งสิ้น จนกระทั่งครั้งล่าสุดผมเพิ่งจะได้ข่าวเขาจากคุณรพินทร์ ซึ่งแจ้งไปทางทนาความของผม ผมได้ทราบว่าคุณรพินทร์ นอกจากจะเป็นพรานผู้ชำนาญ เป็นนักต่อสู้ตามแบบฉบับของลูกผู้ชายแท้จริงแล้ว ยังเป็นสุภาพบุรุษพอแก่การที่จะร่วมรับรู้ในเรื่องราวครอบครัวของผม ซึ่งถือว่าเป็นความลับ และอาจให้ความช่วยเหลือผมได้ จดหมายติดต่อของคุณกับทนายความของผม ให้ความหวังแก่ผมแล้วตั้งครึ่งค่อน ในเรื่องที่ทราบถึงเหตุการณ์เคลื่อนไหวเกี่ยวกับอนุชา ผู้เป็นน้องชายร่วมสายโลหิตของผม ว่าในครั้งสุดท้ายที่คุณเห็นเขายังปลอดภัยมีชีวิตอยู่ ซึ่งทำให้ผมมีหวังจะติดตามเขาพบ"

"แกยังไม่ได้บอกคุณรพินทร์ให้ชัดเลยว่า เราต้องการความช่วยเหลืออย่างไร?"

พ.ต. ไชยยันต์ท้วงเตือนขึ้น

คุณทราบอะไรเกี่ยวกับการเดินทางของน้องชายผมที่โป่งกะทิงบ้างครับ?"

เชษฐากล่าวถามซ้ำ

"เท่าที่ผมพอจะทราบ ก็มีอย่างนี้ครับ"

รพินทร์ ผูดแช่มช้าด้วยน้ำเสียงปกติได้ระดับของเขา

"ว่าอันที่จริง ผมขอเรียนตามตรงว่าไม่ได้สนใจหรือเก็บมาคิดอะไรทั้งสิ้น นอกจากจะเห็นว่าเป็นเรื่องไร้สาระ คือ...คุณชด ประชากร ออกเดินทางไปในครั้งนั้น นัยว่าเขาต้องการจะบุกบั่นไปค้นหาขุมเพชรพระอุมา"

"ขุมเพชรพระอุมา!"

ทั้งสามอุทานออกมาเป็นเสียงเดียวกัน ก่อนที่เขาจะกล่าวต่อไป ไชยยันต์รีบถามต่อมาโดยเร็ว หน้าตื่น

"หมายความว่าอะไรกันครับ เราไม่เข้าใจเลย กรุณาอธิบายให้ละเอียดสักนิด"

พรานใหญ่ยักไหล่นิดหนึ่ง สีหน้าขอองเขาขรึมสงบเฉยเมยอยู่เช่นนั้นไม่เปลี่ยนแปลง ตรงกันข้ามกับผู้เป็นแขกทั้งสาม ซึ่งเต็มไปด้วยความเร่าร้อนกระสับกระส่าย

"เรื่องมันสลับซับซ้อนมากครับ ถ้าจะพูดไปก็เหมือนกับนิยายนั่นแหละ เอาละ ไหน ๆ คุณก็ได้บุกบั่นมาจนพบผมแล้วด้วยเจตนาอันแน่วแน่ ผมก็ยินดีที่จะเล่าอะไรให้พวกคุณฟัง ตามที่ผมได้ยินได้ฟังมา แต่ก่อนอื่นผมของสัญญาก่อน"

"สัญญาอะไร?"

ผู้พูดคือ ม.ร.ว. หญิง ดาริน หล่อนจ้องเขาตาไม่กะพริบ

"เมื่อผมเล่า พวกคุณจะไม่หัวเราะเยาะ หรือขัดคอขวางลำขึ้นกลางคัน เรื่องมันออกจะพิสดารอยู่สักหน่อย"

"เราขอรับรองด้วยเกียรติยศครับ คุณรพินทร์"

เชษฐาพูดหนักแน่นจริงจัง

"และเราพร้อมแล้วที่จะรับฟังคุณอย่างเคารพทีเดียว!"

ไชยยันต์รีบพูดรับรองมาอีกคนหนึ่ง

เขาเว้นระยะไปครู่ใหญ่ ก็เริ่มขึ้นว่า

"คำว่า "ขุมเพชรพระอุมา" นี้ เท่าที่ผมจำได้-ผมได้ยินมาเป็นครั้งแรกเมื่อประมาณสิบปีล่วงมาแล้ว สมัยนั้นผมยังเป็นพรานฝึกหัดล่าเลียงผาอยู่แถว ๆ ทุ่งพลายงาม คนแรกที่เล่านิทานเรื่องนี้ให้ผมฟัง เป็นพรานลาวเซิงชื่อ หนานไพร น่าเสียดายที่แกตายเสียภายในหนึ่งขวบปีให้หลัง เพราะบาดแผลจากเขาของกระทิง หลังจากที่ได้เล่าเรื่องราวเหล่านี้ให้ผมฟัง ขณะที่แกเล่าเรื่องนี้ให้ผมฟังนั้น เป็นคือวันหนึ่งที่เรานั่งห้างดักยิงเสือที่จะลงมากินทรากช้างอยู่ด้วยกัน เราคุยกันสาระพัดเรื่อง เป็นการฆ่าเวลารอให้พระอาทิตย์ขึ้น เพราะเชื่อแน่ว่าคืนนั้นฤกษ์ไม่ดีเสียแล้ว จะอย่างไรเสีย ไอ้ลายตัวขนาดแปดศอกที่เราตามพิฆาตมันมาตลอดสองอาทิตย์ คงจะไม่ลงมากินทรากช้างในคืนนั้นแน่ ๆ ผมชวนแกคุยเล่าให้ฟังถึงพิษสงของลูกระเบิดจากเครื่องบินที่ผมเคยเห็นในสมัยเด็ก ๆ ตอนสงครามโลกครั้งที่สอง

"นี่แน่ะ"

ทันใดนั้น แกก็พูดขัดลำขึ้น

"ผมจะเล่านิทานให้คุณฟัง พิลึกกึกกือกว่าที่คุณเล่าให้ผมฟังเสียอีก จะฟังไหมล่ะ"

ผมยิ้ม แล้วก็พยักหน้า แกก็เริ่มต้นเล่าให้ผมฟังถึงเหตุการณ์ต่าง ๆ เกี่ยวกับนครลี้ลับหลงสำรวจ ประเภทเดียวกับนครลับแล ยังดินแดนอันห่างไกลท่ามกลางป่าลึก เรื่องที่แกเล่าให้ฟังเป็นเรื่องของความเจริญรุ่งเรืองในสมัยโบราณ ก่อนที่ประวัติศาสตร์จะมีการจารึก และมหาสมบัติครั้งน่านเจ้า ซึ่งในปัจจุบันนถูกกลืนหายเข้าไปในความมืด และความป่าเถื่อนของดินแดนอันลี้ลับนั้น ถึงแม้จะฟังในลักษณะนิทาน ผมก็เงี่ยหูฟังแกอย่างตั้งอกตั้งใจฟัง ข้อความเหล่านั้น มันฝังแน่นสะกิดเตือนอยู่ในความทรงจำผมมาตลอดจนกระทั่งเดี๋ยวนี้ เหมือนภาพฝันประทับใจอันยากที่จะลืม

ครั้นแล้ว ในทันทีทันใดนั้น หนานไพรก็ถามผมว่า

"นี่ คุณเคยได้ยินชื่อ ขุนเขาพระศิวะ ซึ่งอยู่ทางด้านตะวันตกเฉียงเหนือของสันเขาตะนาวศรีมาบ้างไหม?"

ผมตอบแกไปอย่างขัน ๆ ว่า ไม่เคยได้ยินชื่อภูกเขาที่แกว่า และอธิบายให้แกฟังว่า ภูเขาชื่อชนิดนั้น ไม่เคยปรากฏอยู่ในแผนที่ของภูมิศาสตร์

"อ้าว! นี่แหละ คุณเป็นเด็กรุ่นหลัง เป็นคนสมัยใหม่ จะไปรู้อะไร"

หนานไพรกลับยิ้มเยาะผม

"ขุนเขาพระศิวะ ก็คือสถานที่เก็บสมบัติของพระอุมา ในนั้นเต็มไปด้วยสิ่งมีค่านานาชนิด รวมทั้งเพชรพลอยแก้วแหวนเงินทองเป็นตุ่ม ๆ ไห ๆ แต่นั่นแหละนะ ต่อให้คุณบุกบั่นเดินทางไปด้วยความพยายามสักเพียงใดก็ตาม ถ้าโชคไม่เป็นของคุณ บุญวาสนาไม่ถึง คุณก็จะไม่มีวันเห็นภูเขาลูกนี้ได้เลย พวกภูตผีปีศาจเจ้าป่าเจ้าเขา จะปิดบังอำพรางไว้ไม่ให้ใครมองเห็น มันเป็นภูเขาศักดิ์สิทธิ์"

"ลงไปเอานิทานหลอกเด็กเรื่องนี้มาจากไหน?"

ผมถาม

"จะว่ามันเป็นิทานก็ไม่เชิงนา พระธุดงค์พม่าองค์หนึ่งท่านเล่าให้ผมฟัง ท่านบอกว่า มีนครอยู่นครหนึ่ง ตั้งอยู่ในระหว่างหุบเขาลูกนั้น เป็นนครใหญ่ยิ่งทีเดียว พลเมืองเป็นชาวเขาเผ่าหนึ่ง แยกสาขามาจากเผ่าที่เป็นเจ้าของถิ่งสุวรรณภูมิเดิม เป็นพวกที่รู้ความลับของสมบัติมหาศาลของพระอุมา และเก็บรักษาเฝ้าพิทักษ์อยู่ มันก็อาจเป็นเมืองในนิทานนั่นแหละคุณ เพราะไม่ว่าโลกภายนอกจะผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนเจริญขึ้นเช่นไร นครนี้ก็ยังคงเป็นนครโบราณเหมือนเมื่อพัน ๆ ปีก่อนนี้อยู่ตามเดิม"

กล่าวจบ แกก็หัวเราะ ควักหมากที่พกติดย่ามละว้าของแกขึ้นมาเคี้ยว ผมเองก็พลอยหัวเราะไปกับแกด้วย ต่อจากนั้นหนานไพรกับผมก็แยกจากกัน และแกไปถึงแก่ชีวิตเพราะวัวกระทิง ตามที่ผมได้เล่าให้ฟังแล้วแต่แรก

ผมดูเหมือนจะลืมเรื่องที่ตาพรานเฒ่าหนานไพรเล่าให้ฟังในคืนนั้นเสียอย่างสนิท เกี่ยวกับขุมเพชรพระอุมา และนครหลงสำรวจที่ตั้งอยู่หลังขุนเขาพระศิวะ จนกระทั่งมาสะดุดหูสะดุดใจซ้ำเข้าอีกครั้งหนึ่ง เหตุการณ์มันผ่านมาเป็นเวลาถึง ๕ ปี หลังจากนั้น ดังเช่นเรื่องราวต่อไปที่ผมจะเล่านี่

ณ ที่แห่งหนึ่ง ซึ่งชาวบ้านป่าเรียกกันว่า หมู่บ้าน "เสือร้อง" มันเป็นแหล่งแห้งแล้งกันดารที่สุด ชาวบ้านป่าพากันอดอยากแร้นแค้น ทั้งน้ำและอาหาร ผมผ่านเข้าไปโดยบังเอิญ เพราะตามช้างงาฝูงหนึ่งที่ผมแกะรอยสะกดหลังมันมาเป็นเวลาแรมเดือน ผมเองล้มเจ็บลงที่นั่น และตกอยู่ในสภาพทุเรศเหมือน ๆ กับชาวบ้านทั่วไปในขณะนั้น ระหว่างที่ผมนอนแซ่วซมอยู่ วันหนึ่งมีนักเดินป่าชาวพม่าคนหนึ่ง ได้มาถึงที่นั่นพร้อมกับเพื่อนนักเดินป่าครึ่งพม่าครึ่งทวายของเขา และเขาก็เกิดมาเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นที่นั่นด้วย เราได้รู้จักกันเผิน ๆ เขาบอกผมว่า เขาชื่อ เนวิน บ้านเดิมอยู่ที่เมาะลำเลิง เขาพักอยู่ในหมู่บ้านนั้นประมาณหนึ่งอาทิตย์ พอาการป่วยทุเลา เขาก็เริ่มต้นออกเดินทางต่อไป

"ลาก่อนละนะ สหาย!"

เขาโบกมือกับผมด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ก่อนที่เราจะจากกัน

"ถ้าโลกมันกลมจริง ถ้าผมหรือคุณไม่ตายไปเสียก่อน และเราบังเอิญได้พบกันอีก ผมจะเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก และผมจะไม่ลืมคุณเลย"

ผมหัวเราะ แล้วเฝ้ามองดูเขาซึ่งกำลังบ่ายหน้าตัดออกสู่ดงดิบ มุ่งไปทางตะวันตก ยังประหลาดใจอยู่ว่า เขาจะเดินทางบุกบั่นไปไหน เพื่ออะไร และสติเขาดีครบถ้วนหรือเปล่า ในการที่จะเดินทางเอาชีวิตไปทิ้งเสียในป่าทึบกันดาร ที่ไม่ปรากฏว่าเท้าของมนุษย์เหยียบย้างไปถึงนั้น

อีกหนึ่งอาทิตย์ผ่านไป อาการของผมเองดีขึ้นบ้าง เย็นวันหนึ่งขณะที่ผมนั่นอยู่หน้าแค้มป์เล็ก ๆ ของผม ที่ปลูกติดอยู่กับดงทึบ ตาจับมองอยู่ที่ดวงอาทิตย์สาดแสงสลัว ๆ กำลังจะลับเหลี่ยมเขาทมึนเบื้องหน้า ทันใดนั้นเอง ผมก็เห็นร่างของใครคนหนึ่ง แต่งกายด้วยชุดเดินป่าของคนที่เจริญแล้ว ปรากฏขึ้นบนพื้นลาดของเชิงเขาเตี้ยริมห้วย ตรงข้ามกับที่ผมนั่งอยู่ ห่างกันประมาณสัก ๓๐๐ เมตร ร่างนั้นกำลังคลานอยู่กับพื้น แล้วพยุงกายลุกขึ้นอย่างโผเผ เดินโซซัดโซเซไปมาสองสามก้าว ก็ล้มฮวบลงไปหมอบคลานอยู่กับพื้นอีก รู้สึกว่าจะเป็นใครสักคนหนึ่ง ผู้ซึ่งกำลังได้รับความทุกข์ทรมานอย่างหนัก

ผมสั่งให้คนใช้อันเป็นกะเหรี่ยงของผมไปช่วยเขา และเมื่อเขาถูกนำเข้ามา...พวกคุณทายถูกไหมครับ ว่าเขาควรจะเป็นใคร"

จอมพรานถามขึ้น ขณะที่มองดูหน้าผู้ที่ร่วมฟังเขาเล่าอยู่ในขณะนี้

"เนวิน พม่านักเดินป่าคนนั้นกระมัง"

ม.ร.ว. เชษฐาพูดต่ำ ๆ สีหน้าของทุกคนที่ฟังเขาเล่าอยู่ในขณะนี้ เต็มไปด้วยความตื่นเต้นสนใจยิ่ง

"ครับ เนวินหนุ่มนักเผชิญโชคชาวพม่าคนหนั้น หรือมิฉะนั้น ถ้าไม่ใช่ตัวเขาก็เป็นหนังที่หุ้มกระดูกของเขา! ใบหน้าของเนวินยามนั้น เหลืองจัดด้วยโรคดีซ่าน และไข้ป่า ดวงตาสีดำเหลือกลาญ เนื้อของเขาดูเหมือนจะหายไปหมดสิ้น ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย นอกจากหนังอันเหลืองแห้งที่หุ้มกระดูกอยู่ ผมของเขาที่เคยเป็นสีดำ ขณะนั้นกลายมาเป็นสีเทา

"น้ำ!"

เขาร้องครวญครางขึ้นแหบ ๆ ฟังแทบจะไม่รู้เรื่อง ผมเห็นริมฝีปากของเขาแห้งผาก แตกเป็นสะเก็ด ลิ้นสีดำคล้ำยื่นออกมาจุกอยู่ที่ริมฝีปาก

ผมเอาน้ำจากกระติกประคองจรดกับริมฝีปากของเขา เนวินดื่มมันอย่างกระหายจนหมด แล้วอาการของเขาก็ทรุดหนักลงอีก ผมจัดที่ให้เขานอน เขาก็เริ่มเพ้อถึงเรื่องเทือกเขาพระศิวะ และมหาสมบัติ-ป่าลึกดงดิบ ผมช่วยเหลือเยียวยาเขาไปตามมีตามเกิด ทั้งที่ผมก็รู้ว่า จะอย่างไรเสียในคืนนั้นเขาก็คงจะต้องถึงแก่ความตายแน่ ๆ ประมาณเกือบเที่ยงคืนอาการของเขาสงบ ความทุรนทุรายกระสับกระส่ายลงบ้าง หลับนิ่งไปชั่วครู่ ขณะที่ผมตื่นขึ้นอีกครั้งเป็นเวลาใกล้รุ่ง จากแสงตะเกียงรั้วที่ผมจุดทิ้งไว้หน้าแค้มป์ ผมมองเห็นเนวินกำลังลุกขึ้นนั่งด้วยลักษณะอาการอันประหลาด และจ้องฝ่าออกไปยังดงดิบที่มีขุนเขาเป็นทิวทมึนขวางกั้นอยู่ลิบ ๆ ขณะนั้น รัศมีอ่อน ๆ ของดวงอาทิตย์เริ่มกระจายขึ้นอาบแผ่นฟ้า ทำให้มองเห็นภาพภายนอกแค้มป็ได้ราง ๆ

"มันอยู่ที่นั่น!!"

เนวินผู้ใกล้กับกาลมรณะ ร้องลั่นออกมา พร้อมกับชี้มืออันมีแต่กระดูกของเขาออกไป

"แต่ฉันจะไม่มีวันได้ไปถึงมันอีกแน่นอน และก็จะไม่มีใครสามารถไปถึงมันได้เลย!"

แล้วเขาก็หยุดชะงัก รู้สึกว่าเขากำลังพยายามรวบรวมสติพลังใจแน่วแน่เป็นครั้งสุดท้าย ตาจ้องจับอยู่ที่ผมผู้ประคองเขาอยู่

"เพื่อนยาก คุณเองหรอกหรือ ตาผมฝาดไปหรือเปล่า"

"ทำใจดี ๆ ไว้ เนวิน นี่ผมเอง รพินทร์ สหายของคุณ นอนพักเสียเถอะ"

"ผมกำลังจะพักในไม่ช้านี่แหละ"

เขาพึมพำ ตาที่เบิกโพลงค้างกระด้างจับอยู่ที่ผมอย่างปราศจากแวว

"จะเป็นการพักที่ไม่มีวันสิ้นสุด ผมรู้ตัวดี รพินทร์ ผมกำลังจะตายอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว คุณดีกับผมเหลือเกิน ก่อนที่ผมจะตาย ผมอยากจะมอบอะไรให้คุณสักอย่างหนึ่งเป็นการตอบแทนในข้อที่ว่า ผมได้มาตายอยู่ในความเอื้ออารีย์ของคุณ สิ่งที่ผมจะให้คุณก็คือ ลายแทง! บางที คุณอาจบุกบั่นฟันฝ่าไปจนถึงที่นั่นได้ ถ้าหากคุณสามารถเดินทางผ่านความยากแค้นทุรกันดารของดงมหากาฬที่ได้ฆ่าผมมาแล้วนี้สำเร็จ"

พร้อมกับพูด เขาพยายามที่จะล้วงลงไปในองเสื้อเดินป่า เพื่อดึงเอาสิ่งหนึ่งออกมา ซึ่งผมคิดว่าคงจะเป็นถุงสำหรับใส่ยาสูบของพวกพม่า ทำด้วยหนังสัตว์จำพวกกวาง ผูกติดไว้ด้วยเชือกหนังยาว ๆ เส้นหนึ่ง เมื่องัดออกมาได้ เขาก็พยายามที่จะแก้มันออก แต่ไม่สำเร็จ มือเขาขณะนั้นแข็งไปหมด

"แก้ถี่ซิ"

เขาขอร้องผม ผมจึงแก้ออก พบว่ามันเป็นแผ่นหลังบาง ๆ เก่าคร่ำคร่า บนแผ่นหนังโบราณแผ่นนั้น จารึกไว้ด้วยตัวอักษรอันเป็นอักขระพม่าสมัยโบราณ ดูเลอะเลือนเต็มที และก็มีกระดาษอยู่อีกแผ่นหนึ่ง

"กระดาษแผ่นนั้น คือความหมายอันเป็นคำแปลทั้งหมดของอักขระในหนังแผ่นนั้น"

เนวินพูดด้วยเสียงแหบแผ่ว เพราะอาการของเขาทรุดลงเป็นลำดับ

"มันกินเวลาหลายปี กว่าที่ผมจะศึกษาอ่านมันออก โดยแกะมันออกมาทีละคำด้วยความพยายาม...ฟังนะ เพื่อนยาก...บรรพบุรุษแต่ครั้งโบราณกาลของผม ที่หนีราชภัยออกจากกรุงหงสาวดี เป็นชาวพม่าคนแรกผู้ซึ่งสามารถบุกบั่นมาถึงป่าดงดิบในแถบนี้ อักขระเหล่านั้นที่ปรากฏอยู่บนแผ่นหนัง เขาได้เขียนขึ้นไว้ด้วยมือของเขาเอง ในขณะที่เขากำลังจะตายบนเทือกเขาลี้ลับโน้น ซึ่งไม่เคยมีมนุษย์คนใดย่างกรายเข้าไปถึง เขาคือ มังมหานรธา ผู้ซึ่งมีชีวิตอยู่เมื่อเกือบสี่ร้อยปีก่อนโน้น ทาสของเขารอคอยเขาอยู่อีกด้านหนึ่งของเทือกเขา ได้ไปพบเมื่อเขาตายเสียแล้ว จึงนำเอาลายแทงกลับไปยังถิ่มเดิมที่เมาะลำเลิง มันจึงเป็นสมบัติตกทอดอยู่ในตระกูลของผมมาตั้งแต่บัดนั้น แต่ไม่มีใครสนใจที่จะไปอ่านความหมายของมัน จนกระทั่งตกมาถึงสมัยของผม ซึ่งได้พยายามอ่านมันจนสำเร็จ แต่แล้วลายแทงนี้ก็นำความวิบัติมาสู่ตัวผมเอง ถึงผมจะตาย ผมก็มีความเชื่อมั่นว่า สักวันหนึ่งจะต้องมีคนพยายามจนสำเร็จ และคน ๆ นั้นก็จะกลายเป็นมหาเศรษฐีผู้ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก คุณรับไว้เถิด รพินทร์ นี่เป็นสมบัติชิ้นสุดท้ายที่ผมจะให้กับคุณ เก็บรักษาไว้กับตัวคุณเอง อย่าแพร่งพรายให้ใครรู้เป็นอันขาด"

แล้วเขาก็เริ่มทุรนทุรายอีก และต่อมาอีกหนึ่งชั่วโมงเขาก็ถึงแก่กรรม เขาตายอย่างสงบ ผมจัดการฝังศพเขาไว้ที่ชายดงแห่งนั้นอย่างลึก และใช้หินใหญ่ก้อนหนึ่งทับอกเขาไว้ เพื่อแน่ใจว่า เจ้าพวกสัตว์ป่าจะไม่สามารถขุดศพเขาขึ้นมาได้ แล้วผมก็ออกเดินทางมาจากสถานที่นั้น"

รพินทร์ ไพรวัลย์ หยุดเว้นระยะการเล่า ด้วยการยกแก้วบรั่นดีขึ้นจิบ ท่ามกลายการสงบฟังอย่างตื่นตะลึงของทุกคน ม.ร.ว. หญิงดาริน หันไปมองดูตาพี่ชายและเพื่อนหนุ่ม เปลือกตางามของหล่อนซอยถี่ ๆ เชษฐากัดริมฝีปาก ส่วนไชยยันต์ และอำพลผู้อำนวยการ รินบรั่นดีให้ตนเองยกขึ้นดื่มจนหมดแก้ว

"เรื่องพิสดารมากทีเดียวครับ"

ผู้อำนวยการบริษัท "ไทยไวล์ดไลฟ์" อันเป็นเจ้าภาพของการพบปะครั้งนี้ ครางออกมา

"แล้วเอกสารฉบับนั้นล่ะ?"

ม.ร.ว. เชษฐาถามขึ้นเบา ๆ

"นั่นซิ!"

พ.ต. ไชยยันต์เสริมโดยเร็วอย่างกระตือรือร้น

"เอกสารที่เนวินมอบให้คุณก่อนตายเหล่านั้น มันหมายความว่าอย่างไร"

พรานใหญ่ใคร่ครวญอยู่ครู่หนึ่ง ก็บอกว่า

"เอาล่ะ เมื่อพวกคุณสนใจ ผมก็จะบอกให้ได้ทราบไว้ ความจริงผมไม่เคยแพร่งพรายเรื่องนี้ หรือเอาให้ใครดูเลย นอกจากพ่อค้าฝิ่นชาวพม่าขี้เมาคนหนึ่ง ซึ่งผมวานให้เขาแปลให้ผม พอแปลเสร็จ เขาก็ลืมมันเสียในชั่วเวลาคืนเดียวนั้นเอง สำหรับแผ่นหนังลายแทงอันเป็นต้นฉบับเดิมนั้น ผมเก็บรักษาไว้ที่บ้านพัก อันเป็นสถานีดักสัตว์ของผมที่หนองน้ำแห้ง รวมทั้งฉบับที่แปลแล้วของเนวิน แต่ผมมีฉบับที่แปลแล้วเป็นภาษาไทยติดอยู่ในซองธนบัตรอยู่ในกระเป๋าของผมนี่ พร้อมทั้งแผนที่จำลอง นี่ยังไงครับ..."

พร้อมกับกล่าว รพินทร์ล้วงกระเป๋าหลัง หยิบซองธนบัตรขนาดใหญ่ออกมา ดึงเอกสารแผ่นหนึ่งที่พับไว้เรียบร้อยส่งไปให้ ม.ร.ว. เชษฐา

ทุกคนชะโงกหน้าเข้ามามุง ม.ร.ว. หญิงดาริน จึงดึงไปจากมือพี่ชาย และทำหน้าที่อ่านดัง ๆ

"ข้าพเจ้า มังมหานรธา ผู้ซึ่งกำลังจะตายอยู่เดี๋ยวนี้แล้ว ด้วยความหิวและความเจ็บไข้ ในถ้ำเล็ก ๆ ทางด้านเหนือของเต้านมด้านใต้สุดของภูเขาสองลูก ข้าพเจ้าขอให้ชื่อมันว่า "ถันพระอุมา" ข้าพเจ้าได้เขียนข้อความนี้ขึ้น ณ ปีพุทธศักราช ๒๑๒๐ ด้วยเศษกระดูกของจงอยปากนก สิ่งที่ข้าพเจ้าใช้เขียนคือ ส่วนหนึ่งของย่ามมติดตัวที่ทำด้วยหนัง โดยใช้เลือดของข้าพเจ้าเองแทนหมึก หากทาสของข้าพเจ้ามาพบมัน ขณะที่เขามาตามหาข้าพเจ้า เขาจะได้นำมันกลับไปยังเมาะลำเลิง ขอให้สหายของข้าพเจ้า (ชื่ออ่านไม่ออก) จงนำเอาเรื่องราวนี้ขึ้นกราบบังคมทูลต่อพระเจ้ากรุงหงสาวดีผู้ทรงพระปัญญา เพื่อพระองค์จะได้เสด็จยาตราทัพมาตามลายแทงนี้ หากว่ากองทัพของพระองค์ไม่แหลกลาญเสียก่อน ในป่าดงขุนเขาอันกว้างใหญ่กันดาร และลี้ลับเต็มไปด้วยสรรพอันตราย และสามารถบุกเข้าไปจนถึงดินแดนแห่งความโหดเหี้ยมทารุน อันเต็มไปด้วยถูติผีและอาคมแห่งมรกตนคร พระองค์ก็จะได้เป็นพระมหากษัตริย์ที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ข้าพเจ้าได้เห็นมหาสมบัติขุมเพชรอันเหลือคณาภายในขุมทรัพย์พระอุมานี้แล้วด้วยตาของข้าพเจ้าเองปรากฏอยู่เบื้องหน้า ก่อนกาลมรณะของข้าพเจ้า แต่โดยการทรยศหักหลังของ วาชิกา นางแม่มดมหาอุบาทว์ ข้าพเจ้าจึงไม่สามารถนำมันออกมาได้แม้แต่ชีวิตของข้าพเจ้าเอง ขอให้ผู้ที่มาตามทางในลายแทงนี้ จงพยายามฝ่าความทุรกันดารของ "ถันพระอุมา" ทางเบื้องซ้าย จนบรรลุถึงยอดของเต้านมแห่งขุนเขาลูกนี้ ทางด้านเหนือของมัน จะเป็นถนนราบเรียบกว้างใหญ่ที่พระศิวะได้สร้างไว้ จากนั้นเป็นเวลาสามวันในการเดินทางตามถนนสายนั้น ก็จะบรรลุถึงมหาปราสาทของอุมาเทวี ขอให้เขาจงสังหารแม่มดวาชิกาเสียด้วย เป็นการแก้แค้นให้แก่วิญญาณของข้าพเจ้า --ลาก่อน
มังมหานรธา

ทุกคนอึ้ง แต่หญิงสาวผู้ทำหน้าที่อ่านดัง ๆ ผิวปากหวือออกมาเมื่ออ่านจบ สีหน้าพรายไปด้วยรอยยิ้มขัน ๆ

"คุณรพินทร์"

หล่อนเอ่ยเรียกนามเขาชัดเจน เสียงใสกลั้วไปกับอาการหัวเราะ

"น่าเสียดายเหลือเกิน ที่คุณไม่ได้เอาต้นฉบับเดิมที่เขียนขึ้นด้วยมือของมังมหานรธาเองมาให้เราดูด้วย"

แววตาและรอยยิ้มของหล่อนเต็มไปด้วยการเยาะหยัน

"ขออภัยเถิดครับ"

เขาหัวเราะต่ำ ๆ อยู่ในอาการปกติเหมือนเดิม ไม่ยินดียินร้ายอะไรกับสีหน้าอาการของบุคคลที่นั่งฟังเรื่องที่เขาเล่าอยู่

"สิ่งที่ผมเล่าเหล่านี้ มันเป็นการขอร้องอ้อนวอนของพวกคุณเอง และผมก็ไม่ได้มีอัตถประโยชน์อะไรเลยสักนิด ในการที่จะบรรยายถึงเรื่องที่คุณเห็นเป็นสิ่งขบขันเหล่านี้ และผมก็ขอเว้นที่จะออกความเห็น หรือโต้แย้งว่ามันเป็นความจริงหรือความเท็จใด ๆ ทั้งสิ้น ผมทราบหรือผมเห็นมาอย่างไร ผมก็เล่าให้ฟังไปเช่นนั้น

ดารินยักไหล่

"ถ้าคุณโกรธ ฉันขอโทษ ฉัน พี่ใหญ่ และไชยยันต์เดินทางรอบโลกมาแล้วคนละสองครั้ง และก็ได้ท่องเที่ยวไปตามสถานที่ต่าง ๆ มากมาย แต่ฉันขอรับรองว่า ไม่เคยได้ยินได้ฟังเรื่องอัศจรรย์พิลึกกึกกืออย่างนี้มาก่อนเลย นอกจากในนิทานหรือหนังสืออ่านเล่น"

"ผมไม่ได้โกรธอะไรเลยครับ คุณหญิงดาริน มันเป็นสิทธิของคุณหญิงและทุกคนที่ได้ยิน จะนึกคิดเช่นนั้นได้"

รพินทร์เน้นเสียงตอบชัดเจน ยิ้มนิด ๆ ที่ริมฝีปากอันครึ้มไปด้วยเคราเขี้ยว ม.ร.ว. หญิงคนงามตวัดหางตาเหมือนจะค้อนให้ เพราะรู้สึกในน้ำเสียงกระแทกของคำว่า "คุณหญิง" ที่เขาเรียกนั้น หล่อนเสือกเอกสารแผ่นนั้นคืนมาให้เขา รพินทร์ ไพรวัลย์พับเก็บหน้าตาเฉย พร้อมกับลุกขึ้นยืน แต่ ม.ร.ว. เชษฐารีบพูดขึ้นโดยเร็ว พร้อมกับเอื้อมมือมาฉุดแขนไว้

"โปรดนั่งเถิดครับ คุณรพินทร์ ผมต้องขอโทษแทนน้องสาวด้วย ผมทราบดีว่าคุณไม่ได้ประโยชน์อะไรเลย ในการที่จะมาเล่านิทานโกหกให้เราฟังโดยเจตนา แต่คุณก็ควรจะยอมรับว่า เรื่องนี้ประหลาดมากเหลือเกิน"

"ดูเหมือนผมจะเตือนไว้ล่วงหน้าแล้วว่า ผมเล่าอะไรให้ฟังเกี่ยวกับเรื่องนี้ละก็ ทางฝ่ายคุณจะต้องระงับสติอารมณ์ให้ดีหน่อย ผมก็ทราบว่ามันเป็นเรื่องเหลือเชื่อ และตัวผมเองก็คิดว่ามันเหลือเชื่อ แต่บอกแล้วยังไงว่า ผมเล่าในสิ่งที่ผมได้เห็นและได้ยินได้ฟังมา ไม่ได้รับรองยืนยันเลย ถ้าพวกคุณทั้งหมดสนใจในเรื่องนี้ อยากจะเห็นต้นฉบับแท้จริง ซึ่งเป็นลายมือที่เขียนด้วยเลือด ลงไว้ในแผ่นหนังโบราณละก็ ตามผมไปที่บ้านพักหนองน้ำแห้งเถิดครับ ผมยินดีที่จะให้พวกคุณเห็น และวินิจฉัยเอาเอง"

"คุณยังไม่ได้เล่าให้เราฟังถึง ชด ประชากรเลยครับ"

พ.ต. ไชยยันต์ตัดบทมาอย่างอ่อนโยน

พรานใหญ่หัวเราหึ ๆ อยู่ในลำคอ ชำเลืองไปทาง ม.ร.ว. ดารินอีกครั้ง คราวนี้หล่อนค้อนเอาจริง ๆ สบัดหน้าไปทางอื่น พอดีกับที่ผู้อำนวยการบริษัทมาช่วยวิงวิอนขอร้องมาอีกคน เขาจึงทรุดกายลงนั่งตามเดิม

"หนานอิน คนใช้อันเป็นพรานพื้นเมืองของคุณชด ผมรู้จักสนินสนมดีมาก่อน"

เขาเล่าต่อไป

"เป็นพรานมือดีคนหนึ่งทีเดียว เช้าวันที่คุณชดจะออกเดินทาง ผมเห็นหนานอินยืนอยู่ข้าง ๆ แค้มป์ของผม กำลังหั่นใบกัญชาอยู่กับตอไม้เกลี้ยง

"หนานอิน แกกับเจ้านายกำลังจะไปไหนกันน่ะ หาช้างงาเหรอ?"

ผมถาม

"เปล่าครับ เจ้านาย เราจะเดินทางไปหาอะไรสักอย่างหนึ่ง มีค่ายิ่งกว่างาเสียอีก"

"อะไร? พลอยกระมัง?"

เปล่าครับ มีค่ายิ่งกว่านั้น"

หนานอินยืนกราน หัวเราะยิงฟัน ผมก็ไม่ได้ถามเซ้าซี้อะไรเขาอีก และที่ถามก็ถามไปงั้นเอง ไม่เจตนาจะซอกแซกสอดรู้อะไร หนานอินหั่นและยำกัญชาใส่กระบอกสูบ อัดควันเข้าไปสองบ้อง ก็เดินเข้ามากระซิบกระซาบกับผม

"เจ้านายครับ"

ฮือม์ ว่าไง มีอะไรหรือ หนานอิน?"

ผมกับเจ้านายของผม กำลังจะเดินทางไปหาเพชร"

"เพชร!"

ผมอุทานออกมาอย่างประะหลาดใจ

"บ๊ะ! อะไรกัน ไปหาเพชร เพชรที่ไหนกันในดงโน่น แกจะไปหาเพชร แกก็ต้องไปเดินอยู่แถวบ้านหม้อ ในกรงเทพฯ ซิ"

ผมสัพยอกเขาปนหัวเราะ แต่คราวนี้เขาไม่ได้หัวเราะ หรือเห็นเป็นเรื่องขบขันด้วย พูดด้วยเสียงจริงจังขึ้น

"เจ้านายไม่เคยได้ยินถึงขุนเขาพระศิวะมาบ้างเลยหรือครับ"

ผมยิ่งหัวเราะดังขึ้น

"เออว่ะ เคยได้ยินนิทานสัปรังเคนั่นอยู่บ้างเหมือนกันแหละ ทำไม?"

ไม่ใช่นิทานครับ เจ้านาย มันเป็นเรื่องจริง ครั้งหนึ่งผมได้รู้จักผู้หญิงชาวเขาคนหนึ่ง หล่อนมาจากที่นั่น และมาถึงพร้อมกับลูกชายเล็ก ๆ ของหล่อน หล่อนเล่าให้ผมฟัง แต่เดี๋ยวนี้หล่อนตายเสียแล้ว"

"เจ้านายของแกจะกลายเป็นอาหารของอีแแร้งเสียก่อน ถ้าหากว่า เขาจะพยายามไปให้ถึงขุนเขาพระศิวะอย่างว่านั่น แกเองก็เหมือนกัน หนานอิน พวกหมาไนมันจะแทะกระดูกของแกอย่างอร่อยทีเดียว"

หนานอินยิ้ม ผมเห็นตาเขาเป็นประกายแห่งความเชื่อมั่นและหวังเต็มเปี่ยม

"คนเราเกิดมามันก็ต้องตายทั้งนั้นแหละครับ เจ้านาย ผมมันนักเผชิญภัยเสียด้วย ว่าอันที่จริง ช้างงาแถวนี้ก็ดูเหมือนจะลดน้อยหายากไปทุกวัน คนมันกวนหนัก"

"กันเตือนแกด้วยความหวังดีจริง ๆ นา หนานอิน บอกเจ้านายของแกให้เปลี่ยนความตั้งใจเสียดีกว่า"

เขาได้แต่หัวเราะ และก็ผละไป

ครึ่งชั่วโมงต่อมา ผมได้เห็นเกวียนของคุณชดเริ่มออกเดินทาง ทันใดนั้นเอง หนานอินก็วิ่งหน้าตั้งกลับมาที่แค้มป์ของผม พูดละล่ำละลัก

"ผมลาก่อนละครับ เจ้านาย ชักสังหรณ์ไงพิกลในคำพูดของเจ้านาย แต่ถึงอย่างไร ผมก็ทิ้งคุณชดไม่ได้"

"แปลว่าแกกับเจ้านายไม่เปลี่ยนความตั้งใจแน่นะ"

"ครับ"

"ถ้างั้นคอยเดี๋ยว ฉันจะฝากอะไรไปให้เจ้านายของแกหน่อย แต่แกจะสัญญากับฉันได้ไหมว่า แกจะยังไม่ส่งให้กับเขา จนกว่าจะเดินทางไปถึง "หล่มช้าง"

"ผมรับรองครับ"

ดังนั้น ผมจึงรีบฉีกกระดาษโน้ตแผ่นหนึ่งออกมา แล้วเขียนข้อความลงไปว่า

"ขอให้ท่านผู้ซึ่งมา จงฝ่าความทุรกันดารของ "ถันพระอุมา" ทางเบื้องซ้าย จนบรรลุถึงยอดของเต้านมแห่งขุนเขาลูกนี้ ทางด้านเหนือของมันจะเป็นถนนราบเรียบกว้างใหญ่ ที่พระศิวะได้สร้างไว้ จากนั้นเป็นเวลาสามวันในการเดินทางตามถนนสายนั้น ก็จะบรรลุถึงมหาปราสาทของพระอุมาเทวี..."

ข้อความที่ผมเขียน ก็คือข้อความที่ผมคัดลอกออกมาจากลายแทงของมังมหานรธา ที่ผมได้รับมอบต่อมาจากเนวินที่ตายนั่นเอง ด้วยความคิดว่าถ้าเขาบุกบั่นฟันฝ่าไปยังเทือกเขาพระศิวะจริง ข้อความเหล่านี้อาจเป็นผลประโยชน์อะไรแก่เขาได้บ้าง

แล้วผมก็สั่งกับหนานอินว่า

นี่ หนานอิน เมื่อแกเอาจดหมายของฉันให้กับเจ้านายของแก จงบอกเขาด้วยว่า เขาได้คำแนะนำที่ดีอันนี้โดยสิทธิ์ขาด จงไปตามนั้นเถิด แกอย่าเพิ่งให้เขาเดี๋ยวนี้นะ เพราะว่า ฉันไม่ต้องการให้เขาย้อนกลับมาซักถามอะไรฉันอีก เอาล่ะ แกไปเถอะ เกวียนของคุณชดกำลังจะลับไปโน่นแล้ว"

หนานอินรับจดหมายจากผม แล้วก็รีบวิ่งผละตามเกวียนนั้นไป นี่เป็นเรื่องราวทั้งหมดที่ผมรู้เห็นได้ประสบมากับตนเอง เกี่ยวกับน้องชายของคุณที่ใช้ชื่อว่า ชด ประชากร ผมเกรงเหลือเกินครับ คุณเชษฐา เกรงว่า..."

พรานใหญ่หยุดพูดไปเสียเฉย ๆ โดยเว้นระยะไว้ให้ทุกคนคิดเอาเอง

ภายหลังจากรินบรั่นดีเพิ่มเติมให้กับจอมพราน ผู้เล่าเรื่องราวทั้งหมดและรินให้แก่ตนเอง ยกขึ้นจิบแล้ว ม.ร.ว. เชษฐาพูดขึ้นด้วยเสียงชัดเจนหนักแน่น

"คุณรพินทร์ครับ ผมได้ตัดสินใจเด็ดขาดแน่นอนแล้ว ผมกำลังจะออกเดินทางตามตัวน้องชายของผมจนกว่าจะพบเขา หรือจนว่าจะแน่ใจว่าเขาได้เสียชีวิตไปแล้ว เมื่อรู้แน่จากคุณว่า เขามุ่งหน้าไปยังเทือกเขาพระศิวะ ผมก็จะบุกบั่นติดตามไปที่นั่น ปัญหามันมีอยู่อย่างเดียวเท่านั้นขณะนี้ก็คือผมต้องการคนนำทางที่มีสมรรถภาพที่ผมไว้วางใจได้ หรือพูดให้ตรงก็คือ ผมมองไม่เห็นใครเลยที่จะเหมาะเท่าคุณ"

ความเงียบก็ปกคลุมห้องนั้นอีกครั้ง ทุกสายตาจับมาที่จอมพรานเป็นจุดเดียว เห็นเขาขยับตัวอย่างอึดอัด ยิ้มออกมาอย่างสำรวม

"ก่อนอื่น ผมขอบคุณที่ให้เกียรติผม และผมก็ขอเรียนตามตรงเหมือนกันว่า ผมยังรักชีวิตของผมอยู่ แม้จะเป็นชีวิตที่แร้นแค้นยากเข็ญ หาเช้ากินค่ำอย่างที่ผมเป็นอยู่ในปัจจุบันนี้ ลำพังผมนะไม่เท่าไหร่หรอกครับ ผมยังมีแม่ผู้อยู่ในอุปการะดูแลของผมอีกคนหนึ่ง ท่านแก่มากแล้ว และมีผมเป็นที่พึ่งของท่านเพียงคนเดียวในโลก"

ทุกคนหันมามองดูตากันเองอีกครั้ง

"คุณพูดเหมือนกับว่า การเดินทางของเราในครั้งนี้คือ การเดินไปสู่ความตาย"

ไชยยันต์ร้องออกมาเบา ๆ

"หรือจะพูดเสียใหม่ว่า ความคิดที่จะเดินทางไปยังเทือกเขาพระศิวะ เป็นความคิดที่โง่เขลาที่สุดก็ได้ครับ"

รพินทร์ ไพรวัลย์ ตอบเรียบ ๆ ชนิดที่ทำให้ทั้งหมดอึ้ง

"ก็ไหนกิตติศัพท์ร่ำลือกันนักยังไงว่า เลือดของพรานใหญ่ รพินทร์ ไพรวัลย์ ข้นยิ้งกว่าน้ำมากน้ำ"

ม.ร.ว. หญิงดาริน พูดมาลอย ๆ พร้อมกับอาการยิ้มเยาะ ดูหล่อนเจตนาโดยตรงที่จะใช้วาจาอาการเป็นเครื่องกระตุ้น และเขาก็รู้เท่าทัน ตอบหน้าตาเฉย

"ครับ เป็นความจริง แต่คนเลือดข้นอย่างรพินทร์ ไพรวัลย์ ยังไม่มีเหตุผลอันใดที่จะต้องฆ่าตัวตายเสียก่อน ด้วยการกระทำเช่นนั้น"

"น้อย! ผมอยากจะขอร้องให้เธอเฉย ๆ เสียก่อนดีกว่า"

พ.ต. ไชยยันต์หันไปมองดูตาเพื่อนสาวเชื้อสายราชสกุล ผู้คลุกคลีสนิทสนมกันมาแต่เล็กแต่น้อยของเขา ด้วยสายตาปราม และพูดน้ำเสียงจริงจังขึ้นเป็นครั้งแรก หล่อนหัวเราะหึ ๆ ก้มลงคว้าแม็กกาซีนที่วางอยู่บนโต๊ะเล็กข้าง ๆ ขึ้นมาพลิกเปิดดูเสีย

"ผมเชื่อพรานผู้จัดเจนและชำนาญทางอย่างคุณครับว่า การเดินทางไปยังเทือกเขาพระศิวะ เป็นการเสียงอันตรายที่สุด"

ม.ร.ว. เชษฐากล่าวต่อมาด้วยความพยายาม

"แต่ผมมีความมั่นใจอยู่ในบางสิ่งบางอย่าง นั่นก็คือ เจตนาอันแน่วแน่และตั้งใจจริงของพวกเราทุกคน ซึ่งถ้าได้ผนวกกับฝีมือ ความสามารถอันเยี่ยมยอดของคุณแล้ว ผมคิดว่ามันคงไม่พ้นความพยายามไปได้ ในการเดินทางครั้งนี้ ผมขอบอกตรง ๆ ว่า ชีวิตของเราทุกคนย่อมขอฝากไว้กับคุณคนเดียว และไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น เราพร้อมแล้วที่จะเผชิญ ต่อให้ความตายมาขวางหน้าก็เปลี่ยนความตั้งใจของเราไม่ได้ ติดขัดอยู่ประการเดียว ก็เรื่องคุณเท่านั้น"

"เราพร้อมแล้วที่จะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทางทั้งหมด ไม่ว่าจะงบประมาณสูงสักเพียงไร และยินดีที่จะสนองบุญคุณตอบแทนคุณ ด้วยค่าจ้างตามแต่คุณจะเสนอเรียกร้อง คุณไม่คิดจะให้ความหวังแก่เราบ้างเชียวหรือครับ"

ไชยยันต์ช่วยพูดมาอีกคนหนึ่ง

นายอำพล ผู้อำนวยการบริษัทซึ่งนั่งฟังเงียบ ๆ ไม่แสดงความเห็นอะไรมาตลอดเวลา เอื้อมมือมาตบแขนจอมพราน

"คณะของคุณชายจะเป็นนายทุนหมดทุกอย่าง รวมทั้งจ่ายค่าจ้างพิเศษล่วงหน้าให้แก่คุณ ตามแต่คุณจะเรียกร้อง เพื่อให้คุณเป็นพรานนำทางในครั้งนี้ ต้องการเพียงให้คุณนำไปยังเทือกเขาพระศิวะให้ถึงเท่านั้น ส่วนจะค้นพบคุณชายอนุชาหรือไม่นั้น ก็แล้วแต่บุญแต่กรรม ไม่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขในการว่าจ้างคุณ ผมคิดว่ามันเป็นโอกาสดีชนิดหนึ่งของคุณที่จะลองรับไว้พิจารณานะครับ ท่านมีเจตนาแน่วแน่เหลือเกิน และได้บุกบั่นมาจนพบคุณแล้ว พร้อมทั้งขอร้องวิงวอน ส่วนเรื่องคุณแม่ของคุณก็ไม่น่าจะเป็นห่วงอะไรเลยนี่ครับ คุณเรียกร้องหลักประกันไว้ให้ท่านล่วงหน้าได้เลย โดยให้ท่านรับเงินค่าเลี้ยงดูไปเป็นเงินก้อนสักก้อนหนึ่ง หรือจะให้ทางคุณชายจ่างให้เป็นรายเดือนตลอดไป จนกว่าจะถึงที่สุดของชีวิตท่าน ในกรณีที่คุณพลาดพลั้งเป็นอะไรลงไป...คุณชายยอมเช่นนั้นไม่ใช่หรือครับ?"

ประโยคหลังเขาหันไปถาม ม.ร.ว. เชษฐา อดีตทูตทหารบกเชื้อพระวงศืก็มศีรษะโดยเร็ว รับหนักแน่น

"ครับ แน่นอน เรื่องนั้นไม่เป็นปัญหาอะไรเลย ผมบอกแล้ว ขอให้ทางคุณรพินทร์เรียกร้องมาเถิด ผมยอมทั้งนั้น อีกอย่างหนึ่งไม่ใช่คุณรพินทร์จะเสี่ยงชีวิตคนเดียวเท่านั้น พวกเราก็เสี่ยงเท่ากันทั้งนั้น เพราะเราไปด้วยกัน ชีวิตเราฝากไว้แก่กัน"

"ก็เหมือนเราลงเรือลำเดียวกันนั่นแหละ โดยมีคุณเป็นกัปตัน"

ไชยยันต์สรุปท้ายยิ้ม ๆ

ทุกคนเห็นสีหน้าอันวางเฉยของรพินทร์ปรากฏรอยยิ้มกว้าง ๆ ออกมาเป็นครั้งแรก นัยน์ตาเป็นประกายพึงพอใจ นิยมยกย่องจับอยู่ที่ใบหน้าของเชษฐาและไชยยันต์อย่างเปิดเผย

"ผมขอคำนับให้แก่ความเป็นลูกผู้ชาย และความเป็นนักกีฬาของคุณทั้งสองครับ ผมเองยอมรับว่ายังไม่เคยเห็นใครมีน้ำใจกล้าหาญเด็ดเดี่ยว และกว้างขวางเหมือนอย่างคุณทั้งสองเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ชาวพระนครที่มีชีวิต และสิ่งแวดล้อม อยู่ท่ามกลางความสะดวกสบายผาสุกนานาประการ เราเลยปัญหาข้อนี้ไปเสียก่อนเถิด...สมมตินะครับ...สมมติผมตกลงนำทางให้ และเราได่ไปถึงที่นั่นโดยไม่ตายเสียก่อน มิหนำซ้ำยังได้พบกับ "ขุมเพชรพระอุมา" อันเป็นความฝันลม ๆ แล้ง ๆ นี้ ฝ่ายคุณอันเป็นฝ่ายนายทุนว่าจ้างผม ได้คิดอะไรไว้บ้างแล้วหรือยังว่า เราจะจัดการกันอย่างไร"

ม.ร.ว. เชษฐา ตอบโดยไม่มีการลังเลเลยว่า

"ด้วยเกียรติยศของลูกผู้ชาย ผมขอให้คำมั่นสัญญาว่า โชคลาภใด ๆ ก็ตาม ที่เราจะไปประสบพบมันในการเดินทางครั้งนี้ เราจะแบ่งกันออกเป็นสามส่วนเท่า ๆ กัน คือผมฝ่ายหนึ่ง ไชยยันต์ผู้ยอมเสี่ยงชีวิตมาด้วยฝ่ายหนึ่ง และคุณเองในฐานะที่เป็นหุ้นส่วนร่วมเป็นร่วมตาย เพราะพรานนำทางอีกฝ่ายหนึ่ง หรือเท่ากับเอาสามหาร ยุติธรรมดีไหมครับ?"

จอมพรานลุกขึ้นยืน พร้อมกับก้มศีรษะให้เชษฐา

"นี่เป็นข้อเสนอที่เผื่อแผ่ มีน้ำใจนักกีฬาเสียยิ่งกว่าที่ผมจะคิด และผมก็ไม่เคยได้รับจากใครมาก่อนเลยในชีวิตนักล่าสัตว์จน ๆ ปราศจากความหมายใด ๆ สำหรับใครทั้งสิ้นอย่างผม"

"หมายความว่าคุณตกลง!"

ไชยยันต์ร้องออกมาอย่างลิงโลด "มันเป็นงานชิ้นใหญ่ ที่สำคัญยิ่งในชีวิตของผมครับ ดังนั้น ขอให้ผมได้มีเวลาใคร่ครวญอีกสักนิด จะให้คำตอบแก่พวกคุณได้ ภายในไม่เกินสามวันนี้ ก่อนหน้าที่ผมจะกลับไปยังสถานีดักสัตว์ของผมที่หนองน้ำแห้ง ผมยังพักอยู่ที่ตำบลนี้อีก ๒-๓ วัน"

ยกเว้นจาก ม.ร.ว. ดาริน ผู้อ่านหนังสือเฉยอยู่ในขณะนี้ ทุกชายภายในห้องอันเป็นฝ่ายเจ้าภาพยืนขึ้นหมด นายอำพลผู้อำนวยการบริษัทจับแขนเขาไว้ พร้อมกับพูดอย่างกระตือรือร้นว่า

"ถ้างั้น เย็นนี้ผม คุณชาย คุณไชยยันต์ และคุณหญิงดาริน ขอเป็นเจ้าภาพเชิญคุณร่วมรับประทานอาหารเย็นที่นี่ คุณจะขัดข้องไหมครับ?"

"ผมต้องขออภัยครับ เย็นนี้ผมบังเอิญไม่ว่าง เพราะติดนัดเลี้ยงพวกพรานพื้นเมือง เพื่อนเก่า ๆ ของผมเสียแล้ว นาน ๆ เราจะได้พบปะสังสรรค์รวมหมู่กันเสียที และผมเองก็เปรียบเหมือนหัวหน้าของเขาเหล่านั้น ได้อาศัยพึ่งพาเขาอยู่เสมอ กรุณาอย่าให้ผมผิดนัดกับเขาเลยครับ"

"ถ้างั้นคุณจะให้โอกาสนี้แก่เราได้เมื่อไหร่ครับ"

เชษฐามาโดยเร็ว สีหน้าแช่มชื่นมีความหวังขึ้น

"ถึงอย่างไร พวกผมก็จะต้องค้างพักอยู่กับคุณอำพลที่นี่ก่อน บอกตามตรง อยู่ที่นี่ก็เพื่อรอคำตอบจากคุณนั่นแหละครับ ซัก-พรุ่งนี้เที่ยงคุณพอจะปลีกเวลาได้ไหม?"

"ได้ครับ!"

รพินทร์ตอบสั้น ๆ แล้วกล่าวอำลาทุก ๆ คน หยิบหมวกคาดด้วยหนังสือดาวของเขาขึ้นมาสวม เดินดุ่ม ๆ ออกจากห้องนั้นไป ทั้งหมดมองตามร่างของพรานใหญ่ไปจนกระทั่งลับ แล้วมายืนดักอยู่ที่หน้าต่างบานเดิม เมื่อร่างเพรียวของรพินทร์เดินอยู่ยังบริเวณด้านล่าง อันเป็นสถานีกักสัตว์ของนายอำพล

"บราโว! เห็นจะพอมีหวัง...หรือยังไงคุณอำพล?"

ไชยยันต์ร้องออกมา พลางหันมาขอความเห็นเจ้าของสถานที่

"ครับ ผมก็คิดอย่างนั้น บางทีเราอาจจะได้รับคำตอบแน่นอนจากเขาในตอนเที่ยงพรุ่งนี้ก็ได้"

"การไปครั้งนี้ ชีวิตของพวกเราทุกคน ฝากไว้กับเขา"

ม.ร.ว. เชษฐา อันเป็นหัวหน้าคณะ กล่าวขึ้นแผ่วเบาอย่างสุขุมรอบคอบ ขณะที่มองจับร่างอันเดินอยู่ดุ่ม ๆ ของรพินทร์ ซึ่งกำลังจะลับหายเข้าไปในรถจิ๊ปคันหนึ่ง

"ถึงแม้ผมจะพอใจ และมั่นใจในสมรรถภาพของเขาสักเพียงใรก็ตาม ขอให้ผมได้รับความเห็นจากคุณอีกครั้งเถิด อำพล ชีวิตอนาคตของเราทั้งหมด พอจะฝากไว้กับเขาได้แน่หรือ?"

เท่าที่ผมเคยรู้จักเขามานะครับ คุณชาย ผมขอรับรองได้ในเฉพาะด้านความซื่อสัตย์สุจริต และความเป็นสุภาพบุรุษ"

เชษฐาถอนใจออกมาอีกครั้ง พึมพำ

"สองสิ่งนี้เท่านั้นเราพอใจแล้ว ให้ตายซิ มองเห็นเขา ได้พูดจากสนทนากับเขา รวมทั้งสิ่งแวดล้อมอันเป็นป่าเช่นนี้ ทำให้ผมอดนึกไปถึงพวก "ไว้ทฮั้นเต้อร์" หรือพรานผิวขาวในอ๊าฟริกาไม่ได้ นึกไม่ถึงว่า ในป่าเมืองเราจะมีนายพรานที่เจริญแล้ว พูดกันได้รู้เรื่องอย่างคนได้รับการศึกษาดีอย่างนี้"

"แต่น้อยไม่ค่อยจะถูกชตากับเขาเลย นายพรานไพรใจฉกาจคนนี้"

ม.ร.ว. หญิงดาริน กล่าวออกมาปนหัวเราะน้อย ๆ

"เห็นครั้งแรก พูดกันคำสองคำก็รู้ว่าคน ๆ นี้เป็นคนยะโส พอ ๆ กับเลือดเย็น"

หล่อนหันมาทางนายอำพล

"อย่างน้อย คุณก็คงพอจะทราบประวัติของเขามาบ้าง ถ้าบอกให้เราได้รู้ไว้ก็จะเป็นการดี อดีตของเขา ความเป็นมา?"

อำพลยิ้มอย่างสุภาพ แล้วก็ตอบเรียบ ๆ ว่า

"รพินทร์ ไพรวัลย์ เป็นนักเรียนนายทหารจากเยอรมันนีครับ ยศเดิมของเขาคือร้อยตำรวจเอก ประจำหน่วยตระเวนชายแดน เหตุผลในทางการเมืองและการหมั่นผลัดเปลี่ยนเจ้านายทำให้เขาถูกปลด เขาไม่มีความรู้ความชำนาญอะไรมากไปกว่าการยิงปืนและการเดินป่า ถึงได้หันมาหาอาชีพนี้ ความจริงบรรพบุรุษเขาเองก็มีความชำนาญมาก่อน เป็นการสืบเชื้อสายโดยที่เขาก็อาจไม่ตั้งใจหรือรู้ตัวมาก่อน พูดภาษาชาวป่าได้ทุกแขนง และเดินป่าได้เหมือนพวกเราเดินไปตามถนนราชดำเนิน"

คำบอกเล่าของผู้อำนวยการบริษัทไทยไวล์ดไลฟ์ ทำให้ทุกคนผงะ ตะลึงพรึงเพริดไปในบัดนั้น

"อกแตก! ต๊าย!..."

ม.ร.ว. หญิงดาริน อุทานออกมา

"ตาพรานไพรใจฉกรรจ์ หน้าเหี้ยมราวกับโจรป่าคนนี้น่ะหรือนักเรียนเยอรมัน เคยเป็นร้อยตำรวจเองตระเวนชายแดน?"

"ครับ คนนี้แหละ!"

หญิงสาวมีอาการเหมือนจะเป็นลม ชะโงกหน้าออกไปทางหน้าต่างอีกครั้ง ขณะนั้นจี๊ปของรพินทร ์กำลังเคลื่อนออกจากประตูสถานีกักสัตว์ ของนายอำพลไป จะเป็นการบังเอิญหรืออะไรก็ตามที พรานใหญ่เหลือบขึ้นมาและก็พบกับดวงตาของหล่อนพอดี ดูเหมือนเขาจะยกมือขึ้นแตะกับปีกหมวกล่าสัตว์ ส่งการคารวะน้อย ๆ มาให้แก่หล่อน ดารินกัดริมฝีปากจ้องจนลับตา

"ไม่น่าเชื่อเลย! มิน่าล่ะ พูดจาเลี้ยวลดสำคัญนัก แต่ตีหน้าเซ่อทึมอย่างสนิท พี่ใหญ่คะ เปลี่ยนพรานนำทางใหม่เถอะ ขืนเอาคน ๆ นี้นำทางมีหวังทะเลาะกับน้อยฆ่ากันตายเสียก่อนกลางทางแน่ ๆ"

หล่อนบ่นออกมาครึ่งหัวเราะ ครึ่งบึ้งอย่างฉุน ๆ แต่พี่ชายไม่ได้สนใจอะไรด้วย หันไปทางอำพล "โชคดีจริง ผมไม่คิดมาก่อนเลยว่า พรานของเราจะเป็นคนที่มีการศึกษาดีเยี่ยมมาแล้วเช่นนี้ ผมปลอดโปร่งใจเหลือเกิน แทนจะพูดได้เต็มปากว่า หมดความกังวลอะไรทุกอย่างแล้ว ต่อไปมันก็เป็นเรื่องของโชคหรือเคราะห์ ที่เราจะเผชิญตามแต่บุญกรรมเท่านั้น

"ฉันเองก็สังหรณ์แต่แรกแล้ว

ไชยยันต์ว่า

"สังเกตดูลักษณะการพูดจา คุณรพินทร์เป็นคนที่มีการศึกษาดี ไม่ใช่พรานพื้นบ้านอย่างที่เราเข้าใจกันแต่แรก ว่าแต่น้อยเถอะ ทำไมถึงไปเขม่นเขาทั้ง ๆ ที่ชีวิตของเราทั้งหมดกำลังจะฝากอยู่กับเขา

"ไม่รุ! ฉันไม่ถูกชตาเลย นายพรานไพรคนนี้พูดจาอะไรขวางหูพิลึก!"

ม.ร.ว. หญิงคนสวยตอบสบัด ๆ

คณะของ ม.ร.ว. เชษฐา ทั้งหมดพักอยู่ในบ้านพักรับรองของนายอำพลในฐานะแขกผู้ทรงเกียรติ ภายในสถานีกักสัตว์อันกว้างใหญ่ เรือนรับรองแขกเป็นตึกครึ่งไม้หลังใหญ่ปลูกแบบทันสมัย ตั้งอยู่ทางด้านหลังของบริเวณแวดล้อมไปด้วยกรงนกนานาชนิด และพันธุ์ไม้ที่ปลูกไว้อย่างเป็นระเบียบงามตา ความสัมพันธ์ใกล้ชิดกันมาก่อนตั้งแต่ครั้งบรรพบุรุษ ด้วยความเคารพนับถือ ทำให้ผู้อำนวยการบริษัทไทยไวล์ดไลฟ์ให้การรับรองแขกของเขาเป็นอย่างดียิ่ง

เป็นไงครับ อ่านต่อไหม ......อ่านต่อ......ไม่อ่านดีกว่า.....


เส้นทาง : สารบัญ เกี่ยวกับเพชรพระอุมา ลองอ่าน