หน้า2


วันรุ่งขึ้น ก่อนเที่ยงเล็กน้อย ขณะที่ทุกคนนั่งสนทนากันอยู่ในห้องนั่งเล่น โดยมีนายอำพลเจ้าของบ้านร่วมอยู่ด้วย รพินทร์ไพรวัลย์ ก็โผล่เข้ามาตามเวลานัด

วันนี้ จอมพรานดูเหมือนจะเรียบร้อยสดใสกว่าภาพที่อยู่ในชุดเดินป่าอันขมุกขมอมเหมือนที่เห็นเมื่อวาน หนวดเคราอันเขียวครึ้มถูกโกนเกลี้ยง ทำให้มองเห็นผิวหน้าสีทองแดงได้ถนัดขึ้น

ทุกคนต้อนรับทักทาย เว้นไว้แต่ ม.ร.ว. หญิงดารินผู้มองดูเฉย ๆ แม้ว่าเขาจะหันไปก้มศีรษะให้เป็นการคารวะตามธรรมเนียม วันนี้หล่อนอยู่ในเชิ้ตโปโล และกางเกงผ้ายืดรัดรูปทรงสีดอกตะแบก แจ่มเจิดเลิศลักษณ์น่าพิศวง แต่มันดูเหมือนจะไม่มีประโยชน์อะไรเลย เพราะ "พรานไพรใจฉกาจ" (ที่หล่อนว่า) ไม่เห็นแสดงความตื่นเต้นสนใจอะไรเลยสักนิด ผิดกับผู้ชายสามัญธรรมดาที่หล่อนเคยพบเห็นมานักต่อนัก

"ศรศิลป์ไม่กินกันเลย อีตาพรานป่าคนนี้ !"

หล่อนบ่นอุบอิบอยู่ในลำคอคนเดียว แล้วโฉบหางตาค้อนให้อย่างไม่มีเหตุผล คนถูกค้อนคงไม่เห็นเพราะมัวแต่พูดอยู่กับคนอื่น ๆ

ทั้งหมดรับประทานอาหารเที่ยงร่วมกันและสนทนา คงมีผู้ร่วงวงคนเดียวเท่านั้นที่ไม่ได้ปริปากพูดอะไรออกมาทั้งสิ้น คือราชสกุลสาวคนสวย นอกนั้นพูดคุยกันอย่างสนุก รพินทร์เล่าถึงชีวิตในป่าของเขาให้ทั้งหมดฟัง ตลอดระยะเวลาที่ร่วมรับประทานอาหาร แต่ไม่มีใครพูดข้องแวะไปถึงเรื่องสำคัญที่เป็นเป้าหมายพูดค้างกันไว้เมื่อวานนี้

ภายหลังเวลาอาหาร นายอำพลเชิญทุกคนกลับมานั่งสนทนาต่อกันที่ห้องนั่งเล่นตามเดิม ต่างสูบบุหรี่และดื่มบรั่นดี

"คุณตกลงใจแล้วหรือยังครับ สำหรับเรื่องสำคัญที่เราพูดกันเมื่อวาน ?"

ม.ร.ว. เชษฐาเริ่มขึ้นด้วยเสียงแจ่มใส

"เราเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า คุณคงจะไม่ทำให้เราต้องผิดหวัง"

ไชยยันต์เสริม จ้องหน้าพรานใหญ่นิ่ง ขณะนี้ รพินทร์ ไพรวัลย์ อัดควันบุหรี่ลึก และปล่อยให้มันค่อย ๆ ระบายออกมาทางปากและจมูก ตาสีเข้มของเขาทอดจับไปยังหัวกระทิงขนาดใหญ่ซึ่งสต๊าฟติดประดับไว้กับฝาผนังห้อง

"คงไม่มีอะไรขัดข้องไม่ใช่หรือคับ คุณรพินทร์"

ผู้อำนวยการบริษัทไทยไวล์ดไล์ฟ อันเอาใจช่วยคณะที่มาจากกรุงเทพฯ กล่าวมาพร้อมกับหัวเราะเบา ๆ

"ขอให้ผมได้ถามย้ำอีกสักครั้ง"

เขาพูดช้า ๆ ด้วงเสียงห้าวกังวาน

"พวกคุณแน่ใจแล้วหรือ ในการที่จะเอาชีวิตไปเสี่ยงครั้งนี้"

"ไม่มีอะไรเคลือบแคลงเลย คุณรพินทร์"

"ถ้าเช่นนั้น ผมก็จะได้ยื่นข้อเสนอ"

"เชิญเลยครับ เรากำลังรอฟังอยู่"

"ข้อที่หนึ่ง...คณะของคุณจะต้องออกค่าใช้จ่ายทั้งสิ้นในการเดินทางครั้งนี้ ข้อที่สอง...ผลประโยชน์เกิดจากสิ่งมีค่าใด ๆ ก็ตาม ที่เราอาจพบในการเดินทาง ผมจะต้องมีส่วนแบ่งด้วย หนึ่งในสาม ข้อที่สาม...คุณจะต้องจ่ายเป็นค่าจ้างผมเป็นจำนวนเงินสองแสนบาทล่วงหน้า ข้อที่สี่...ก่อนการออกเดินทางในครั้งนี้ คุณจะต้องตกลงทำสัญญา ในกรณีแห่งความตายหรือความทุพพลภาพของผม โดยรับรองว่าถ้าเหตุการณ์ชนิดนี้เกิดขึ้น คุณจะต้องจ่ายเงินค่าเลี้ยงดูอุปการะคุณแม่ของผม เดือนละสามพันบาททุกเดือนไป จนกว่าชีวิตของท่านจะสิ้น - - เป็นยังไงครับ ข้อเสนอของผมออกจะมากมายเกินไปหรือเปล่า ?"

โดยไม่ต้องใคร่ครวญอะไรเลยแม้แต่นิดหนึ่ง ม.ร.ว. เชษฐายิ้ม ส่งมือมาให้พรานใหญ่จับ และบีบแน่น

"ตกลงครับ ! ผมขอรับข้อเสนอนี้โดยไม่มีการต่อรองเกี่ยงงอนอะไรเลยทั้งสิ้น"

"ผมจะรับใช้คุณอย่างซื่อสัตย์สุจริต จนกว่าคุณจะล้มเลิกผลงานของคุณเสียเอง หรือจนกว่าจะสำเร็จ มิฉะนั้นก็จนกว่าจะถึงวาระสุดท้ายของพวกเราทุกคน ในทันทีที่คุณทำสัญญาตามข้อเสนอของผมนี้ เสร็จสิ้นลงเรียบร้อย"

ไชยยันต์ยิ้มแจ่มใสเข้ามาจับมือจอมพรานเขย่าโดยแรงอย่างยินดี นายอำพลพลอยตื่นปิติแสดงความยินดีกับทั้งสองฝ่าย ม.ร.ว. หญิงดารินเพียงแต่ยิ้มมุมปาก ใช้หางตาจับอยู่ที่พรานใหญ่เงียบ ๆ

"เอาล่ะครับ"

รพินทร์พูด ยิ้มกร้าน ๆ มองผ่านไปยังทุกคน

"ไหน ๆ ผมก็ได้ตกลงรับจ้างนำทางในครั้งนี้แล้ว ก็จะขอบอกกับคุณตามสัตย์จริง คือผมไม่คิดเลยว่า เราจะได้กลับออกมาอีกในการมุ่งหน้าไปยังเทือกเขามรณะแห่งนี้ อะไรเป็นผลกรรมที่เกิดขึ้นกับมังมหานรธา เมื่อเกือบสี่ร้อยปีก่อนโน้น- -อะไรเป็นบาปเคราะห์เกิดขึ้นกับเนวิน ผู้สืบตระกูลของเขาเมื่อ ๕ ปีก่อนนี้ และอะไรที่จะบังเกิดขึ้นกับคุณชายอนุชา ผู้เป็นน้องชายของคุณชายเชษฐา สิ่งนั้นแหละครับ จะพลันบังเกิดขึ้นกับพวกเรา"

คำพูดของเขาสร้างความเงียบงันให้แก่ทุกคนด้วยความรู้สึกภายในที่ไม่อาจทายถูก ม.ร.ว. เชษฐาคงมีสีหน้าขรึมสงบเยือกเย็นเหมือนเดิม พ.ต. ไชยยันต์ กะพริบตาหายใจขัด ๆ รู้สึกไม่ปลอดโปร่งนัก ม.ร.ว. หญิงดารินเม้มริมฝีปาก ส่วนนายอำพล ทั้ง ๆ ที่เขาเองไม่มีส่วนร่วมด้วยในการเดินทางครั้งนี้หน้าซีด...

ในความเงียบงันไปชั่วขณะนั้น หม่อมราชวงศ์หญิงดาริน วราฤทธิ์ หัวเราะออกมาด้วยเสียงแหลมใส พร้อมกับพูดออกมาเป็นประโยคแรก ของการอยู่ร่วมวงด้วยสำหรับวันนี้ว่า

"ฉันไม่เข้าใจเลย นายพราน..."

หล่อนเน้นเรียกคำว่า "นายพราน" อย่างเจตนาแทนที่จะเอ่ยเรียกนามของเขา

"คุณตกลงรับจ้างที่จะนำทางให้แก่เราแล้ว แต่ทำไมถึงมาพูดอะไรเป็นการข่ม หรือทำลายขวัญเราอย่างนี้"

รพินทร์ ไพรวัลย์ ไม่ได้มองไปทางหล่อน แต่คงมองจับนิ่งอยู่ที่ ม.ร.ว. เชษฐา ปากก็ตอบว่า

"ผมเรียนแล้วว่า ผมพูดตามสัตย์จริง อันเป็นความรู้สึกของผมเอง"

"เอาล่ะ"

หญิงสาวเดินอย่างมีสง่าจากตู้ไซด์บอร์ด ที่หล่อนยืนพิงอยู่มาหยุดยืนอยู่ในตำแหน่งทิศทางตรงเบื้องหน้าของเขา เหมือนจะบังคับให้เขามองดูหล่อนในขณะที่พูด

"สมมติว่าคุณก็รู้อยู่แล้วว่า เราจะไปตายกัน คุณก็เป็นคนนำทาง แล้วคุณตกลงไปทำไม"

ครั้งนี้ สายตาของพรานใหญ่แลไปประสานสายตาคมเฉียบของสาวสวยด้วยการมองตรงเต็มตา ริมฝีปากของเขาปรากฏรอยยิ้มชนิดหนึ่ง

"ผมมีเหตุผลในการตกลงรับจ้างครั้งนี้ครับ เป็นเหตุผลสองประการ"

"อะไรบ้าง ?"

หล่อนเลิกคิ้ว เชิดหน้าถามสวนมาโดยเร็ว

"ประการที่หนึ่ง-ผมเป็นคนจน ค่าจ้างและเงื่อนไขที่ผมเรียกร้องเป็นการพอใจของผมแล้ว ในการที่จะเสี่ยงชีวิตครั้งนี้ มันอาจถูกไปหน่อยสำหรับราคาชีวิตคนบางคน แต่สำหรับผมเห็นว่าพอสมควรแล้ว ประการที่สอง-การเดินทางครั้งนี้มีชีวิตที่ทรงค่ากว่าผมมากมายหลายเท่านัก ร่วมเสี่ยงอยู่กับผมด้วย คือ คุณชายเชษฐา และ พันตรีไชยยันต์ ก็เมื่อท่านทั้งสองยังกล้าเสี่ยง ทำไมเล่าคนอย่างผมจะไม่กล้า"

คำตอบของเขา ทำให้หล่อนอึ้ง

"ฉันคิดว่า พรุ่งนี้เราควรจะกลับกรุงเทพฯ จัดเตรียมอะไรเสียให้พร้อมแล้วก็กลับมาที่นี่โดยเร็วที่สุด พร้อมกับทนายความ เพื่อทำสัญญาเป็นลายลักษณ์อักษรให้คุณรพินทร์สบายใจเสีย จะได้จัดเตรียมการเดินทางต่อไป หรือยังไง ?"

ไชยยันต์หันไปถามความเห็นเชษฐา อดีตทูตทหารบกก้มศีรษะลง

"ควรจะเป็นเช่นนั้น ลงได้ตกลงกันเรียบร้อยแล้วอย่างนี้ ก็ควรจะออกเดินทางให้เร็วที่สุด"

แล้วก็หันมาทางจอมพราน

"ผมจะรีบจัดการทุกสิ่งทุกอย่างให้เป็นไปตามข้อเสนอเรียกร้องของคุณเร็วที่สุด ขณะนี้ขอให้เรามาปรึกษาเรื่องการเดินทางกันเถอะ"

เชษฐา ไชยยันต์ และรพินทร์ ร่วมหารือกันอยู่เป็นเวลาประมาณเกือบชัวโมงเต็ม จอมพรานอธิบายคร่าว ๆ ให้ทราบถึงแผนเดินทาง

"ว่าแต่ทางฝ่ายคุณจะมีผู้ร่วมเดินทางไปกี่คน ?"

ตอนหนึ่งเขาถาม

"ก็เท่าที่เห็นอยู่นี่แหละ ผม ไชยยันต์ แล้วก็...น้อย-ง่า...ผมหมายถึงดาริน"

"ผมขอท้วงว่า การเดินทางครั้งนี้ไม่ควรจะมีสุภาพสตรีเกี่ยวข้องด้วย !"

รพินทร์ขัดขึ้นโดยเร็ว สีหน้าเคร่งขรึม

"คุณมีเหตุผลอะไรที่จะกีดกันไม่ให้ฉันไปด้วย"

เสียงแหลมของหญิงสาวสวนมาในทันทีนั้น หล่อนจ้องด้วยตาเป็นประกายลุกวาว ความไม่พอใจสำแดงชัด

"ผมไม่จำเป็นจะต้องอธิบายเลยในข้อนี้ ทุกท่านรวมทั้งตัวคุณหญิงเองก็น่าจะเข้าใจดีอยู่แล้ว ว่าการเดินทางในครั้งนี้ไม่ได้ไปปิคนิค !"

น้ำเสียงของเขาห้วนเฉียบพอ ๆ กับหล่อน ดารินผุดลุกขึ้นยืนในทันทีนั้น

"อย่าลืมว่าคุณเป็นลูกจ้างของเรานะ"

ใช่! ผมเป็นลูกจ้าง...ลูกจ้างที่จะต้องนำทางและพิทักษ์ชีวิตของนายจ้างทุกคนที่จะเดินทางไปในครั้งนี้ แต่ผมก็มีสิทธิในการที่จะปฏิเสธภาระหนักเกินไป นั่นก็คือการพิทักษ์ชีวิตของผู้หญิงด้วยอีกคนหนึ่งโดยไม่จำเป็น"

ดารินหน้าแดงก่ำ กำมือแน่น จ้องตาเขานิ่งอยู่เช่นนั้น อึกใจหนึ่งก็หัวเราะแค่น ๆ ออกมา เดินมาที่ราวปืนไรเฟิลขนาดต่าง ๆ ซึ่งตั้งประดับอยู่ในห้อง กระชากขนาด ๓๐-๓๐ แบบลีเว่อร์แอ็คชั่น ปลิวติดมือขึ้นมากระบอกหนึ่ง คว้ากล้องกระสุนซึ่งวางอยู่ในตู้กระจกใกล้ ๆ ขึ้นมาเปิดช้า ๆ บรรจุลูกอย่างเยือกเย็นเข้าไปทีละนัด ตายังมองจับอยู่ที่รพินทร์เช่นนั้น

ครั้นแล้วพริบตานั้นเอง หล่อนสบัดตัวกลับหันออกไปทางหน้างต่าง กระชากลีเว่อร์ หรือคานเหวี่ยงของไรเฟิลกระบอกนั้น ส่งกระสุนขึ้นลำอย่างรวดเร็ว แล้วเสียงปืนก็แผดระเบิดขึ้นกึกก้อง จากนิ้วเรียวที่แตะไก เปรี้ยง-เปรี้ยง-เปรี้ยง-สะท้านไปทั้งห้อง ลูกนุ่นดิบพวงหนึ่งจากต้นนุ่นที่ยืนอยู่ห่างหน้าต่างบานนั้นประมาณ ๕๐ เมตร ปลิวกระเด็นหลุดจากขั้วไปทีละลูก ในทุกครั้งที่หล่อนปล่อยกระสุนออกไป

นัดสุดท้าย หล่อนเล็งตัดขั้วขาดหล่นมาทั้งพวง !

แล้วหล่อนก็หันกลับมา อกตระหง่านงามกระเพื่อมเป็นระลอกด้วยลมหายใจหอบ เพราะความโกรธ ถามว่า

"เป็นไง ฉันจะเป็นภาระให้คุณต้องกังวลหนักใจมากไหม อย่าว่าแต่ปืนยิงนกยิงหนูกระบอกขนาดนี้เลย ขนาด .๔๕๘ อ๊าฟริกัน แม็กนั่ม หรือ .๖๐๐ ไนโตร เอ็กสเปรสส์ ฉันก็เคยลั่นไกมันมาแล้ว นี่ดีว่าวันนี้คุณโกนหนวดของคุณมาแล้วนะ ถ้าม่ายงั้นละก็ ในระยะร้อยหลาฉันจะช่วยถางหนวดคุณให้ด้วยลูกปืนไรเฟิลชนิดที่ไม่ทำให้ผิวของคุณต้องแสบเลย"

ทุกคนตกตะลึงในความฉุนเฉียวของ ม.ร.ว. หญิงดาริน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นายอำพล พลากร ถึงกับผงะเพราะเขาไม่ทราบมาก่อนเลยว่า ราชสกุลสาวคนสวยจะสามารถยิงไรเฟิลได้ด้วยฝีมือเยี่ยมยอดถึงเพียงนี้ พี่ชายกับเพื่อนชายรู้มือกันมาก่อนแล้ว ไม่ตื่นอะไรนัก แต่งันไปเพราะความเกรี้ยวกราดอาละวาด

รพินทร์ไพรวัลย์ เฉย ๆ ตอบเรียบ ๆ ด้วยสีหน้าตายของเขาตามเดิมว่า

"การยิงปืนแม่นของคุณหญิง ไม่ได้เป็นประกาศนียบัตรหรือรับรองให้ผมแน่ใจว่า ภาระของผมจะเบาบางลงไปเลย ขออภัยด้วยครับ ถ้าหากการปฏิเสธของผม ทำให้คุณหญิงโกรธ"

หล่อนถือปืนเดินมาหยุดอยู่ตรงหน้าเขา

"เสียดายนะ ที่ฉันเป็นผู้หญิง"

หล่อนพูดเบา ๆ แต่กร้าว ใช้ปากกระบอกปืนเขี่ยที่ต้นแขนจอมพรานแล้วยิ้มหยัน ๆ

"ถ้าฉันเป็นผู้ชาย โดยการสบประมาทกันแบบนี้ฉันคงจะท้าคุณต่อยแน่"

"นี่คือเหตุผลครับ คุณหญิงก็รู้ตัวเองดีอยู่แล้วนี่ว่า คุณหญิงเป็น ผู้หญิง!"

"ขอให้เรามาพูดกันด้วยเหตุผลหน่อย"

ดารินฝืนหัวเราะ พยายามจะข่มโทษะในสีหน้าและอาการอันวางเฉยของพรานใหญ่

"จริงละฉันเป็นผู้หญิง แต่ไม่ว่าอะไรที่นายพรานมือฉกาจอย่างคุณ เช่นที่ใคร ๆ เขายกย่องร่ำลือนัก ทำได้ ฉันก็ทำได้ทั้งนั้น แล้วทำไมคุณถึงจะมาจำกัดสิทธิฉัน ไม่ให้ฉันเดินทางไปในครั้งนี้ด้วย ทั้ง ๆ ที่มันก็เป็นสิทธิ์อันชอบธรรมของฉันแท้ ๆ ในฐานะที่พี่ชายฉันจ้างคุณ คุณไม่ต้องกังวลว่าจะต้องมาคอยพิทักษ์คุ้มภัยอะไรให้ฉันหรอก ทำหน้าที่นำทางไปอย่างซื่อสัตย์ประการเดียวเท่านั้น ชีวิตและความปลอดภัยของฉัน ฉันรักษาเองได้"

พรานใหญ่ไม่สนใจอะไรกับหล่อนทั้งสิ้น เหมือนหนึ่งผู้ใหญ่ที่เมินเฉยต่ออาการตอแยของเด็กที่มายืนกวนอยู่ข้าง ๆ หันไปทาง ม.ร.ว. เชษฐา พูดขึ้นเบา ๆ

"ผมขอเชิญคุณชายพบเป็นการส่วนตัวสักครู่เถิดครับ"

ว่าแล้ว เขาก็ลุกขึ้นเดินออกไปยังระเบียบด้านนอก เชษฐาลุกขึ้นตามออกมาโดยเร็ว

"ผมทราบว่าคุณกำลังต้องการจะพูดกับผมเรื่องอะไร"

ม.ร.ว. เชษฐาพูดขึ้นอย่างอึดอัด พร้อมกับถอนใจ

"ผมเองกับไชยยันต์ก็มีความคิดอย่างคุณนั่นแหละครับ เราได้ยับยั้งห้ามปรามเขาไว้แล้วนับครั้งไม่ถ้วน และทะเลาะกันทุกที แต่เขาไม่ยอม เขาเป็นคนดื้อรั้นที่สุด ต้องการจะร่วมทางไปให้ได้ เห็นจะไม่มีทางสกัดกั้นไว้ได้หรอกครับ คุณรพินทร์ น้องสาวของผมคนนี้เป็นอย่างนี้มาแต่ไหนแต่ไรแล้ว ลงถ้าเขาคิดจะทำอะไร เขาต้องทำให้ได้ เขาก็มีเหตุผลของเขาเหมือนกัน ในกรณีที่จะไปตามหาพี่ชาย ผมรู้ว่ามันเสี่ยงเพียงไร แต่เราก็เหลือกันอยู่สองคนพี่น้องแค่นี้เอง ทำยังไงได้"

"คุณชายครับ สมมติว่าผม คุณชายและคุณไชยยันต์ จะต้องถึงแก่ความพินาศแตกดับในการใช้ชีวิตอย่างลูกผู้ชายของเราในครั้งนี้ มันเป็นการยุติธรรมและเหมาะแล้วหรือครับที่จะเอาคุณหญิงดาริน อันเป็นน้องสาวของคุณชายเองไปพบกับเคราะห์กรรมด้วย"

เชษฐาโคลงศีรษะ หน้าเครียดอย่างกลัดกลุ้ม

"แต่ผมไม่มีทางจะห้ามเขาได้ และใครก็ห้ามเขาไม่ได้ทั้งนั้น นอกจากว่าเราจะเลิกล้มการเดินทางครั้งนี้เสีย ซึ่งผมยอมไม่ได้ โปรดเถิดครับ อนุญาตให้เขาได้ด้วยสักคน อย่างน้อยที่สุดเขาก็ยังพอจะทำประโยชน์ให้แก่เราได้ คณะเดินทางของเราควรจะมีหมอไปด้วยสักคนหนึ่ง ดารินเป็นนายแพทย์อยู่แล้ว มือเกียรตินิยมทีเดียว ทั้งทางศัลยกรรมและอายุรเวช เขาอาจเป็นภาระความหนักใจให้เราในด้านหนึ่ง แต่ก็ให้ความปลอดภัยแก่เราในอีกด้านหนึ่ง"

"ถ้างั้นก็แล้วแต่คุณชายเถิดครับ ที่ผมห้ามไว้ก็ด้วยเจตนาดีนั่นเอง"

แล้ว ม.ร.ว. เชษฐา ก็ชวนเขากลับเขาไปในห้อง

พอก้าวพ้นประตูเข้ามา รพินทร์ ไพรวัลย์ ก็ชงักกึกยืนนิ่งกับที่ไปชั่วขณะ ดาริน วราฤทธิ์ หม่อมราชวงศ์หญิงคนรั้นคนหนึ่ง กำลังประทับปืนเล็งอะไรเล่นอยู่ และในขณะนี้ขณะที่เขาก้าวเข้าไป ศูนย์ปืนดูเหมือนจะจับดิ่งมาที่เป้าหมายหัวใจของเขาพอดี

หล่อนหัวเราะด้วยเสียงกร้าวต่ำ แล้วก็ส่ายปากกระบอกทำเป็นเล็งเลยหัวไปเสีย จอมพรานถอนใจเบา ๆ ...หม่อมราชวงศ์หญิงคนนี้นี่ร้ายกาจเอาเรื่องจริง ๆ !! ดูจะร้ายเสียยิ่งกว่าเจ้าเสือดำที่หลุดกรงเมื่อวานนี้หลายเท่านัก...เขาบ่นอยู่ในใจอย่างรำคาญ

เมื่อกลับมานั่งลงที่เก่า หล่อนตวัดปืนมาพาดตักไว้ ถามหน้าตาเฉยว่า

"เป็นไง อนุญาตให้ฉันไปด้วยหรือยัง นายพราน?"

"ตกลงครับ"

หญิงสาวหัวเราะออกมาอย่างมีชัย เสียงสดใสขึ้น

"เห็นไหมบอกแล้ว คุณเป็นลูกจ้าง คุณต้องเชื่อฟังปฏิบัติตามคำสั่งของนายจ้างซิ"

"แต่บางขณะ นายจ้างก็ต้องปฏิบัติตามคำสั่งของลูกจ้างเหมือนกัน ถ้าหากลูกจ้างคนนั้นเป็นลูกจ้างประเภทถือหางเสือเรือ ถ้าม่ายงั้นเรือล้ม นายจ้างก็จะจมน้ำตาย"

สามคนหัวเราะอย่างขบขันขึ้นเป็นครั้งแรก ในคำพูดแบบเรียบ ๆ หน้าตาเฉยของพรานใหญ่ แต่ดารินค้อน บ่นเบา ๆ

"ฉันเป็นหมอนะ คุณไม่คิดว่าคุณจะต้องพึ่งฉันบ้างในการเดินทางครั้งนี้ก็แล้วไป"

รพินทร์ไม่ได้ตอแยโต้เถียงอะไรกับน้องสาวคนรั้นของผู้ที่กำลังจะเป็นนายจ้างของเขาอีก แต่อธิบายถึงแผนเดินทางต่อไป...

หนึ่งอาทิตย์ให้หลัง ทุกสิ่งทุกอย่างก็ถูกจัดเตรียมอย่างพร้อมสรรพ ทนายประจำตระกูล "วราฤทธิ์" ได้ร่างสัญญาขึ้นฉบับหนึ่ง เงื่อนไขถูกต้องตรงกันกับข้อเสนอตามต้องการของ รพินทร์ ไพรวัลย์ ทุกอย่างเป็นที่เรียบร้อย และพร้อมกับ ม.ร.ว. เชษฐา ก็มอบเช็คฉบับหนึ่งราคาสองแสนบาท อันเป็นค่าจ้างให้แก่พรานใหญ่ตามข้อตกลง ซึ่งเขาได้นำไปขึ้นบัญชีฝากไว้ในนามของมารดา เงื่อนไขเรียกร้องต่าง ๆ ได้ถูกกระทำขึ้นชนิดบริสุทธิ์ใจตรงไปตรงมาเป็นที่พอใจของฝ่ายรับจ้าง และฝ่ายผู้จ้างครบถ้วนทุกประการ

"อย่าถือว่าเราทั้งสองฝ่ายเป็น "นายจ้าง" และ "ลูกจ้าง" แต่ถือเสียว่าเราเป็นเพื่อนตายที่จะเคียงบ่าเคียงไหล่ เผชิญกับทุกสิ่งทุกอย่างร่วมกันก็แล้วกัน คุณรพินทร์"

ม.ร.ว. เชษฐากล่าวขึ้นหนักแน่น กอปร์ไปด้วยรอยยิ้มขณะที่เข้ามาจับมือเขาบีบแน่น ภายหลังจากการเซ็นสัญญา

รพินทร์ ไพรวัลย์ ยิ้มอย่างสำรวมสุภาพอยู่เหมือนเดิม

"ขอบพระคุณอย่างสูง ที่คุณชายกรุณาให้เกียรติผม แต่ถึงอย่างไรก็ตาม ผมก็ถือตัวอยู่เสมอว่าผมเป็น "ลูกจ้าง" ของคุณชาย และขอปฏิญาณว่าจะเป็นลูกจ้างที่ซื่อสัตย์สุจริตที่สุดตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป จนกระทั่งวินาทีสุดท้ายของเงื่อนไขสัญญาจ้างฉบับนี้"

ม.ร.ว. หญิงดารินเลิกคิ้วขึ้นยิ้มนิด ๆ เสริมมาว่า

"นั่นเป็นความคิดที่ดีและถูกต้องที่สุดแล้วนายพราน"

พรานใหญ่หันไปก้มศีรษะให้แก่สาวสวย ซึ่งประกาศความเป็น 'คู่ปรับ' กับเขาตั้งแต่แรกพบ เป็นการโค้งคำนับอย่างอ่อนน้อมสวยงามที่สุด เท่าที่ผู้ที่อยู่ในฐานะลูกจ้างจะแสดงต่อนายจ้างได้ เขาจะประชดหล่อนหรือเปล่าหล่อนไม่ทราบได้ แต่หล่อนเชิดหน้าปึ่ง เบือนไปเสียทางหนึ่งอย่างขวางลูกนัยน์ตา ถึงแม้นจะไม่มองรับคารวะอันนั้น หูขอหล่อนก็ยังไม่วายจะได้ยินคำตอบรับเป็นทางการว่า

"ขอรับกระผม!"

แล้วก็ฉุนกึกขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผลตามเคย

"เราจะถือโอกาสเที่ยวป่าล่าสัตว์ไปในตัวด้วยระหว่างทาง ก่อนจะไปถึงการเดินทางอย่างมหาวิบากจริง ๆ ของเรา คุณคงไม่ขัดข้องที่จะนำเราไม่ใช่หรือ?"

พ.ต. ไชยยันต์กล่าวขึ้นด้วยอารมณ์สนุก

"ไม่มีอะไรขัดข้องเลยครับ ถ้าเป็นความประสงค์ของพวกคุณ"

รพินทร์ตอบ

อีกหนึ่งอาทิตย์เต็ม ๆ เป็นระยะเวลาของการตระเตรียมสัมภาระสิ่งของจำป็นที่จะใช้ในการเดินทาง และใช้เป็นเวลาสนทนาหารือ กำหนดกะเกณฑ์ต่าง ๆ ซึ่งส่วนใหญ่ ม.ร.ว. เชษฐาได้มอบให้เป็นหน้าที่ของรพินทร์ในการจัดหาตระเตรียมทั้งสิ้น ยกเว้นแต่ของจำเป็นส่วนตัวของแต่ละคน เครื่องเวชภัณฑ์ อาวุธและเครื่องกระสุน ซึ่งเชษฐา ดาริน และไชยยันต์ ต่างก็ตระเตรียมกันมาเองอย่างเหลือเฟือ คณะเดินป่าจากกรุงเทพฯ อันเป็นฝ่ายนายจ้างได้มาพักอยู่ยัง "หนองน้ำแห้ง" อันเป็นสถานีกักสัตว์ของรพินทร์ โดยถือเป็นตำแหน่งเริ่มต้นของการเดินทางที่นั่น จอมพรานให้การรับรองต้อนรับ คณะนายจ้างของเขาเป็นอย่างดี ในระหว่างการพักรอคอยกำหนดเดินทาง ความจริงหนองน้ำแห้งแต่เดิมก็เป็นใจกลางดงแห่งหนึ่งนั่นเอง เพิ่งจะกลายเป็นหมู่บ้านย่อย ๆ ขึ้นมาก็โดยฝีมือของรพินทร์เอง ซึ่งเขาเห็นว่าทำเลเหมาะ จึงมาสร้างแคมป์ถาวรขึ้น สำหรับเป็นสถานที่พักพิงในระหว่างตระเวนดง แล้วก็ขยับขยายมาเป็นสถานีกักสัตว์ปลุกสร้างบ้านพักขึ้นในเวลาต่อมา พวกบรรดาชาวป่าและพรานทั้งหลายที่ท่องเที่ยวผ่านไปพลอยเห็นดีด้วย ก็จึงรวมหัวกันทยอยอพยพมาตั้งหลักแหล่งถาวร กลายเป็นหมู่บ้านเล็ก ๆ ขึ้น โดยยกย่องให้เขาเป็นนายบ้านด้วยความนับถือเคารพ จากอัธยาศัยไมตรีจิต และความเผื่อแผ่กว้างขวางของเขา พวกตระเวณป่าพื้นเมืองทั้งหลายจึงเต็มไปด้วยความรักใคร่เลื่อมใส ไม่มีพรานหรือชาวบ้านป่าคนใดจะไม่รู้จัก รพินทร์ ไพรวัลย์ ผุ้มีฐานะไม่ผิดอะไรกับ "เจ้าพ่อแห่งดงดิบ" รพินทร์เป็นที่หวัง ที่พึ่งอันอบอุ่นของคนเหล่านั้นตลอดเวลามา

หนองน้ำแห้ง และอาณาจักรป่าดงพงพีเท่าที่เท้าของพรานทั้งหลายในเขตนั้นจะเหยียบย่ำไปถึง จึงเปรียบเสมือนเป็นอาณาจักรของเขาเอง

คณะเดินป่าจากกรุงเทพฯ ถูกเชิญให้พำนักอยู่ในเรือนหลังใหญ่ ซึ่งสร้างด้วยซุงทั้งต้นคร่อมอยู่บนธารน้ำใสเล็ก ๆ ที่มีต้นทางมาจากขุนเขาใหญ่ ภายใต้ร่มเงาของไทรยักษ์ บรรยากาศรอบด้านสวยสดรื่นรมย์ไปด้วยธรรมชาติของป่าแท้จริง ตัวเขาเองย้ายไปนอนอยู่ที่เรือนหลังเล็กที่ปลูกอยู่บนคาคบของไม้ใหญ่ไม่ห่างออกไปนัก โดยมีสะพานเชือกเชื่อมโยงกับเรือนใหญ่เดินไปมาหากันได้ จะมาร่วมในเรือนหลังใหญ่ด้ยก็เฉพาะเวลาสนทนาหารือและเวลาอาหารเท่านั้น และเวลาที่เขาจะมาร่วมวงรับประทานด้วยก็เฉพาะแต่ตอนค่ำเท่านั้น เช้าและเที่ยงเขาปล่อยให้คณะนายจ้างรับประทานกันตามลำพัง โดยมอบหน้าที่จัดหาอาหารตลอดจนการรับใช้ปรนนิบัติให้แก่คนสนิทของเขา ยกเว้นแต่ ม.ร.ว. เชษฐาจะสั่งให้คนของเขาไปตามมาร่วมด้วย

สองวันแรก ภายหลังจากที่คณะของ ม.ร.ว. เชษฐาล่วงหน้ามาพำนักอยู่ที่หนองน้ำแห้ง รถจิ๊ปบรรทุกของบริษัทไทยไวลด์ไลฟ์ โดยการเอื้อเฟื้ออย่างแข็งขันของนายอำพล ก็บรรทุกของอันเป็นสัมภาระอุปกรณ์ และเสบียบกรังต่าง ๆ ทยอยมาส่งให้เที่ยวแล้วเที่ยวเล่า รพินทร์ผู้ทำหน้าที่เป็นผู้ตรวจรับของเริ่มจะอึดอัดใจอย่างไรพิกล สิ่งของเหล่านั้นส่วนมากเป็นของไม่จำเป็น มีปริมาณมากมายเกินความต้องการ กองพะเนินเทินทึก ล้วนเป็นสิ่งของฟุ่มเฟือย อำนวยความสะดวกสบาย ซึ่งในทรรศนะของพรานนักเดินป่าอาชีพอย่างเขาเห็นว่าไม่มีความจำเป็นอย่างใดทั้งสิ้น นับตั้งแต่อาหารกระป๋องเป็นลัง ๆ วิสกี้ บรั่นดี และเบียร์เป็นหีบ ๆ ขึ้นไปจนกระทั่งเต๊นท์ และเตียงสนาม ตลอดจนเครื่องนอนต่าง ๆ มันนอกเหนือไปจากบัญชีของจำเป็นที่เขาสั่งให้นายอำพลช่วยจัดหาให้

"โอ้โฮ! อะไรกันี่ ของพวกนั้นกันไม่ได้สั่งเลยนี่หว่า! มันมาได้ยังไง"

พรานใหญ่ร้องออกมา ขมวดคิ้ว ขณะที่พนักงานขับรถและคนงานของนายอำพล ช่วยกันลำเลียงของลง

"ผมก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ ท่านผู้อำนวยการสั่งให้พวกผมขนมา"

คนงานที่คุ้นเคยดีกับเขาหัวเราะยิงฟันตอบ รพินทร์กะพริบตาปริบ ๆ งุนงง นายผินคนขับรถจิ๊ปบรรทุกคันนั้นก็เดินเขามาเอียงหน้ากระซิบบอกว่า

"ของที่นอกเหนือไปจากบัญชีสั่งของคุณรพินทร์เหล่านี้เป็นของที่คุณผู้หญิงคนสวยน้องสาวของหม่อมเชษฐาเธอจัดการสั่งทั้งนั้นแหละครับ ทีแรกผมก็ท้วงแล้วว่าคุณรพินทร์ไม่ได้สั่ง แต่ท่านผู้อำนวยการบอกให้พวกผมขนมา บอกว่ารายการสั่งเพิ่มเติมเป็นคำสั่งของคุณผู้หญิงคนนั้น"

แล้วนายผินก็หัวเราะ

"อย่าว่าแต่อะไรเลยครับ ขนาดเสื้อผ้าเครื่องใช้ส่วนตัวของเธอก็เข้าไปตั้งสองหีบเหล็กใหญ่ ๆ แล้ว คุณผู้ชายสองคนนั่นน่ะไม่เท่าไหร่หรอก เรื่องการจัดการสั่งของทั้งหลายเป็นของคุณผู้หญิงทั้งนั้น"

จอมพรานทำท่านเหมือนจะเป็นลม ยกมือขึ้นกุมขมับ พูดอะไรไม่ออกได้แต่กลอกตา ขณะนั้น ม.ร.ว. เชษฐา และไชยยันต์ก็เดินเข้ามาสมทบตรวจของ พอเห็นสิ่งไม่จำเป็นอันเหลือเฟือต่าง ๆ ก็ทำหน้าเหย งง ๆ ไปเหมือนกัน พอดีกับเสียงตะโกนแจ้ว ๆ ของ ม.ร.ว. ดาริน ผู้ยืนอยู่บนระเบียงบ้านพัก ร้องสั่งคนงานให้ขนของเหล่านั้นลงด้วยความระมัดระวังเป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหีบเหล็กเครื่องใช้ส่วนตัวของหล่อนสองใบ

"ตายละวา ยายน้อยแกจะไปตั้งพระราชวังสำราญกลางป่าหรือยังไง?"

ไชยยันต์ครางอู้ออกมา เชษฐาจุ๊ปากพร้อมกับโคลงศีรษะช้า ๆ หันไปมองดูน้องสาวผู้ยืนมองอยู่บนระเบียบของบ้านพักปลูกสูงอยู่บนโขดหินใหญ

่ "ถึงว่าซิ นึกแล้วไม่มีผิดว่าเด็กนี่คงจะต้องทำความยุ่งใหญ่ให้แก่พวกเรา..."

แล้วก็หันมาทางรพินทร์ หัวเราะด้วยจืด ๆ

"คุณรพินทร์คงจะอึดอัดลำบากใจมากนะ"

พรานใหญ่ยิ้ม ๆ มองดู ม.ร.ว. เชษฐาและไชยยันต์ด้วยดวงตาที่แจ่มใสเป็นประกาย เขาก็บอกไม่ถูกเหมือนกันว่าทำไมจึงมีความเลื่อมใสนิยม และถูกชตากับสองชายผู้อยู่ในฐานะนายจ้างของเขาตั้งแต่แรกเห็นอย่างบอกไม่ถูก มีอะไรหลายต่อหลายอย่างของบุคคลทั้งสองที่กลมกลืนเข้ากันได้สนิทกับเขา ทั้งเชษฐาและไชยยันต์มีลักษณะเป็นชาติชาตรีตามแบบฉบับของลูกผู้ชายแท้ ๆ ด้วยกันทั้งคู่ ซึ่งหาได้ไม่ง่ายนักในชาวกรุงที่มีชีวิตอยู่อย่างหรูหราสะดวกสบาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกที่เกิดมาในตระกูลสูง

"ถ้าผมมีน้องสาวเพียงคนเดียวเหมือนอย่างคุณชาย และเป็นน้องสาวที่รักพี่ชายอย่างที่สุดเหมือนคุณหญิงดาริน ผมก็คิดว่า ผมควรจะต้องรักและเอาใจเธอเหมือนอย่างที่คุณชายมีความรู้สึกต่อคุณหญิงดารินในขณะนี้เหมือนกัน ปล่อยเธอตามสบายเถอะครับ อย่างขัดใจเธอเลย"

รพินทร์พูดด้วยเสียงอ่อนโยน ปนหัวเราะน้อย ๆ

พอวันที่สาม รถบรรทุกจากบริษัทไทยไวลด์ไลฟ์ก็มาส่งสัมภาระอีกเที่ยวหนึ่ง เป็นพวกเครื่องเวชภัณฑ์ หีบอาวุธปืนพร้อมเครื่องกระสุน แต่แล้วพรานใหญ่รพินทร์ก็งุนงงไปอีกเมื่อมองเห็นเครื่องพิมพ์ดีดแบบกระเป๋าหิ้ว กระเป๋าเอกสารที่บรรจุเครื่องเขียน และที่ทำให้เขาถึงกับอ้าปากค้างไปก็คือเครื่องเล่นจานเสียงสเตอริโอแบบกระเป๋าใช้ระบบทรานซิสเตอร์ และหีบจานเสียง

ยังไม่ทันที่เขาจะเอ่ยปากซักถามอะไรกับคนขับรถที่เอามาส่ง ม.ร.ว. ดาริน ก็ก้าวอาด ๆ ตรงเข้ามาที่รถ บงการลำเลียงขนถ่ายด้วยตัวเอง โดยไม่สนใจกับพรานใหญ่ผู้ยืนซอยเปลือกตาถี่ ๆ อยู่ก่อนแล้ว

"พวกเรามีใครเป็นนักประพันธ์อยู่ด้วยหรือครับ"

เขาถามขึ้นเบา ๆ บุ้ยปากไปที่เครื่องพิมพ์ดีดและเครื่องเขียน ดารินหันขวับมาโดยเร็ว ตวัดสายตาปราดตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า พูดแบบมะนาวหน้าแล้ง

"ไม่มีใครเป็นนักประพันธ์หรอก มีแต่นักศึกษามานุษวิทยา ที่ทำวิทยานิพนธ์ค้างไว้ยังไม่เสร็จ และในระหว่างเดินทางนักศึกษาคนนั้นจะทำงานส่วนตัวต่อในเวลาว่าง ลูกจ้างผู้เป็นพรานนำทางก็ไม่เห็นจำเป็นจะต้องมาเกี่ยว"

"อ้อ!"

เขาลากเสียงยาวหน้าตายอยู่ตามเดิม มองไปที่เครื่องเล่นจากเสียง

"คุณชายเชษฐา หรือมิฉะนั้นก็คุณไชยยันต์คงจะเป็นักเพลงที่ขาดเสียงดนตรีมิได้"

ตางามของ ม.ร.ว. คนสวยเขียวปัดปะหลับปะเหลือกขึ้นมาในบัดนั้น ตาเสือสมิงก็เห็นจะไม่คมน่ากลัวเท่า สำหรับพรานใหญ่อย่างรพินทร์

"ของพวกนั้นมันเป็นของของฉันทั้งนั้นแหละ ทำไมคุณขัดข้องอะไรเหรอที่ฉันจะเอามันไปด้วย หรือว่าตัวคุณเองจะต้องมารับภาระแบกหาม ไหนลองบอกมาซิ ในการที่เราจ้างให้คุณนำทางครั้งนี้ คุณกำหนดโควต้าให้เรามีอะไรติดตัวไปได้บ้าง หรือว่าเราจะต้องปฏิบัติตัวอยู่ในกฎข้อบังคับอะไรของคุณ"

หล่อนพูดเร็วปรื๋อ

รพินทร์ ไพรวัลย์ ชิดเท้าตรง ก้มศีรษะให้ พูดเสียงหนักแน่นแข็งแรงเหมือนพลทหาร รายงานกับผู้บังคับบัญชา

"หามิได้ครับ กระผมกำลังจะเสนอความเห็นว่า ถ้าเราได้โทรทัศน์อีกสักเครื่อง และตู้เย็นอีกสักตู้ไปด้วยในการบุกดงดิบกันดารครั้งนี้ คณะของเราคงจะมีความสุขมิใช่น้อยครับผม!"

ดารินหน้าแดงก่ำ จ้องตาเขาราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ แล้วอุทานอะไรออกมาคำหนึ่งอย่างฉุนเฉียว กระทืบเท้าสบัดหน้าเดินผละขึ้นไปบนบ้านพักโดยเร็ว รพินทร์เป่าลมพรูออกทางปาก มองตามหลังร่างงามที่ก้าวฉับ ๆ ไปด้วยอารมณ์เดือดดาลเกรี้ยวกราดตุปัดตุป่องนั้น พร้อมกับโคลงศีรษะช้า ๆ คนขับรถของนายอำพลและพนักงานขนของ ซึ่งยืนอยู่ที่นั่นด้วยพากันกลั้นหัวเราะจนหน้าแดง บางคนเลี่ยงไปบังอยู่หลังรถแล้วปล่อยก๊ากงอหาย

หัวค่ำของวันนั้น เมื่อรพินทร์ขึ้นไปบนเรือนหลังใหญ่ในเวลาอาหาร เป็นเวลาที่คณะนายจ้างของเขา กำลังสาระวนอยู่กับการรื้อสัมภาระสิ่งของออกตรวจสอบ เชษฐากับไชยยันต์ง่วนอยู่กับไรเฟิลขนาดต่าง ๆ ที่งัดขึ้นมาจากหีบ ส่วนดารินนั่งทอดอารมณ์อยู่ที่เก้าอี้ไม้ยาว มือหนึ่งคีบบุหรี่ อีกมือหนึ่งถือแก้วบรั่นดี เสียงเครื่องเล่นจานเสียงสเตอริโอดังอยู่แผ่ว ๆ ที่โต๊ะอาหารต่อด้วยไม้แผ่นเดียวกลางห้องจุดพราวไปด้วยเทียน ไวน์แดงแช่อยู่ในถังไม้หมกน้ำแข็ง กับแกล้มสำหรับกินเล่น ๆ ฆ่าเวลาก่อนจะถึงเวลาอาหารแท้จริง มีทั้งจำพวกเนื้อสัตว์ป่าที่ปรุงในลักษณะต่าง ๆ โดยฝีมือพ่อครัวบ้านป่าของเขา และพวกอาหารกระป๋องวางเรียงรายอยู่เต็ม

คนใช้ชาวพื้นเมืองของเขาสามคนที่มอบไว้ให้สำหรับคอยดูแลรับใช้ปรนนิบัติแขกพิเศษหรือคณะนายจ้าง พากันนั่งอยู่กับพื้น พวกนั้นกำลังชอบอกชอบใจอยู่กับเสียงเพลงจากจานเสียง

เมื่อเขาก้าวเข้าไป และมองดูสภาพของห้องอาหารที่ถูกดัดแปลงขึ้นอย่างวิจิตรด้วยอาการตื่น ๆ งง ๆ เชษฐาและไชยยันต์ก็หันมาร้องทัก

"เป็นไง ห้องไดนิ่งรูมในบรรยากาศที่แวดล้อมไปด้วยกลิ่นไอป่าดงพงพีของเราค่ำวันนี้"

ไชยยันต์พูดขึ้นปนหัวเราะอย่างอารมณ์ร่าเริง

"โรแมนติกชวนเคลิ้มมากครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งแสงเทียน ไวน์แดง และก็เซเรเนดเพลงนั้น"

พรานใหญ่ตอบยิ้ม ๆ กราดสายตาไปรอบ ๆ และผ่านแวบไปที่ ม.ร.ว. หญิงดาริน เขาเพิ่งจะสังเกตเห็นเดี๋ยวนี้เอง หญิงสาวอยู่ในไน้ท์กาวน์สีกลีบกุหลาบสด ปล่อยผมสยายยาวผิดไปกว่าทุกวัน ลักษณะของหล่อนอยู่ในสภาพปล่อยกาย สบายอารมณ์เหมือนจะอยู่ในห้องอาหารในคฤหาสน์สมบูรณ์พูนสุขของหล่อนเอง หล่อนคงอยู่ในอาการทอดอารมณ์เฉย เหมือนจะไม่เห็นว่าเขาได้ก้าวเข้ามา

"น้อยเขาเป็นคนจัดการขึ้นทั้งนั้น"

ม.ร.ว. เชษฐาบอก

"เขาบอกว่า ค่ำวันนี้เขาจะขอเป็นเจ้าภาพเลี้ยงฉลองในการเซ็นสัญญายอมเป็นผู้นำทางของคุณ หรือจะพูดให้ตรงที่สุดก็คือ ฉลองในการที่ชีวิตของเราทั้งหมดจะไปร่วมเผชิญกับเหตุการณ์ที่เรายังไม่สามารถทำนายได้ถูกในอนาคตเบื้องหน้า"

รพินทร์เบิกตาตื่นเล็กน้อย หันไปทางดารินผู้ไม่มองสบตาเขา แล้วก้มศีรษะ

"เป็นความกรุณาเหลือเกินครับคุณหญิง ผมขอรับเชิญนี้ด้วยความยินดี"

"ฉันนึกว่าฉันจะทำความรำคาญไม่พอใจให้คุณเสียอีก!"

ดารินพูดชาเย็นพร้อมกับลุกขึ้นยืน รพินทร์หัวเราะขัน ๆ ขยับเก้าอี้หัวโต๊ะให้กับหล่อน หญิงสาวทรุดกายลงนั่งพร้อมกับบอกขอบคุณเรียบ ๆ ม.ร.ว. เชษฐานั่งที่หัวโต๊ะอีกด้านหนึ่ง รพินทร์และไชยยันต์นั่งตรงข้ามกัน

การร่วมรับประทานอาหารค่ำมื้อนั้น เต็มไปด้วยรสชาติอันน่าตื่นใจสำหรับสามชาย ผู้มีความรู้สึกเสมือนรู้จักสนิทสนมกันมานาน รพินทร์สุภาพอ่อนโยนและสงบเสงี่ยมเจียมตัวอยู่ในฐานะลูกจ้าง โดยไม่มีอะไรบกพร่อง ทั้งหมดสนทนากันไปพลาง เว้นดารินคนเดียวที่รับประทานอยู่เงียบ ๆ ขณะที่สามชายชนแก้และดื่มให้แก่กัน หล่อนก็ไม่ได้ร่วมด้วย เพียงแต่คลึงแก้วไวน์ในมือเฉย รพินทร์ชูแก้วขึ้นให้แก่หล่อน

"สำหรับคุณหญิงดาริน ผู้กรุณาเป็นเจ้าภาพเลี้ยงผม!"

แล้วดื่มรวดเดียวหมด

หล่อนดูเหมือนจะเลิกคิ้วงามข้างหนึ่งขึ้นน้อย ๆ กระดกแก้วไวน์ขึ้นนิด ๆ แล้วจิบ

"เซเรเนดบทนี้ไพเราะมากนะครับ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในบรรยากาศอย่างนี้"

เขาชวนหล่อนพูดอย่างเอาใจ เพราะเห็นนั่งเฉยอยู่ตลอดเวลา

"อ้อ! คุณเข้าใจคุณค่าของดนตรีเหมือนกันหรือ?"

ดารินถามเรียบ ๆ พรานใหญ่แทบจะสำลักไวน์

"ไม่เข้าซึ้งถึงนักหรอกครับ เพราะสิ่งแวดล้อมในชีวิตอย่างผมทำให้ไม่มีโอกาสอภิรมย์กับมันกัน ผมเคยได้รับของขวัญจากคุณอำพลชิ้นหนึ่ง เป็นวิทยุทรานซิสเตอร์อย่างดี สำหรับเอาไว้ให้ผมนำติดตัวไปเวลาตระเวณป่า แต่น่าเสียดายเหลือเกินพวกช้างป่ามันช่วยกันกระทืบวิทยุของผมพังหมด ตอนที่มันเข้ามาเยี่ยมแค้มป์ผมในขณะที่ผมไปนั่งห้าง ตั้งแต่นั้นผมก็เลยไม่มีดนตรีฟัง"

พี่ชายกับเพื่อนชายของหล่อนหัวเราะครึกครื้น ด้วยอาการพูดแบบหน้าตายของเขา แต่ดารินยักไหล่

หลังอาหาร อันเป็นเวลาที่นั่งพักผ่อนอยู่กับกาแฟและบรั่นดี หล่อนก็หันมาถามเขาแทรกการสนทนาอื่น ๆ ขึ้นว่า

"คุณรู้สึกว่าข้าวของที่เราจะเอาติดไปด้วยเหล่านี้ มากมายเกินกว่าจำเป็นหรือ?"

พรานใหญ่ทำหน้าตื่น

"หามิได้เลยครับ มหาราชินีในอินเดีย หรือควีนอลิซาเบธ เวลาเสด็จประพาสป่า พระองค์มีสัมภาระเข้าของที่จะโดยเสด็จด้วยตั้งมากมายก่ายกองมากกว่าคณะของเราหลายเท่านัก"

ทุกคนรู้ว่านั่นเป็นคำประชดแบบกึ่งสัพยอกล้อเลียนโดยสุภาพของเขา เชษฐา ไชยยันต์ หัวเราะด้วยอารมณ์สนุก ม.ร.ว. หญิงคนสวยหน้าง้ำ หล่อนวางข้อศอกลงกับโต๊ะ เอาฝ่ามือรองรับคางไว้ มองจ้องมายังเขา

"ความจริงมันไม่น่าจะเป็นภาระอะไรที่น่าวิตกกังวลไปเลย งบประมาณการเดินทางครั้งนี้เราวางไว้อย่างไม่อั้น และก็ควรจะถือหลักความสะดวกสบายให้มากที่สุดเท่าที่เราจะหาได้ คุณอาจหัวเราะหรือนึกดูหมิ่นฉันในข้อที่ว่าฉันเป็นผู้หญิง เมื่อร่วมคณะเดินทางไปด้วย ฉันก็วุ่นวายจัดเตรียมอะไรชนิดที่ทำให้คุณดูเป็นการมโหฬารเกินความจำเป็นไป แต่คุณลืมนึกไปเสียว่า ฉันเป็นคนรอบคอบและหวังดีต่อพวกเราทุกคน ขอบอกให้ทราบเสียหน่อยนะ คุณจะเชื่อหรือไม่ก็ตาม ฉันไม่ใช่ผู้หญิงประเภทผิวบางที่เหมือนผู้หญิงทั่วไปอย่างที่คุณคิดหรอก ฉันเคยผ่านกับชีวิตกร้าน ๆ เหนื่อยยากลำเค็ญมาแล้ว ถึงจะไม่เก่งเท่าคุณ ก็ใช่ว่าจะไม่เคยลิ้มรสมันเสียเลย ฉันเคยเดินป่ามาแล้วหลายแห่งที่ถือกันว่าเป็นป่าดุร้ายกันดารที่สุด ไม่ว่าจะในอาฟริกา หรือดงดิบแถบอเมริกาใต้ การศึกษามานุษยวิทยาของฉันบังคับฉันให้ต้องบุกบั่นเข้าไป เพราะฉะนั้น ถ้าคุณจะระแวงอยู่ในข้อที่ว่า ฉันไม่เข้าใจ "ชีวิตการเดินป่า" ละก็ คุณเข้าใจผิดมาก"

"โอ!..."

รพินทร์อุทานออกมาทำท่าตกใจ แต่หล่อนรู้ว่าเขาอยู่ในอาการล้อเลียนเช่นเดิม

"ผมไม่ได้มีความคิดที่จะดูหมิ่นอะไรคุณหญิงเลยครับ เป็นความสัตย์จริง แต่ผมเกรงไปว่า การศึกษามานุษยวิทยาของคุณหญิง กับการไปเพื่อติดตามค้นหาคุณชายอนุชาคราวนี้ มันอาจไม่เหมือนกันนัก"

"ไม่เหมือนกันยังไง?"

"ความหมายของการไปมันแตกต่างชัดอยู่แล้วนี่ครับคุณหญิง คุณหญิงเคยไปเพื่อการศึกษาก็คือไปเพื่อการศึกษา แต่ในคราวนี้เราไปเพื่อค้นหาบุคคลที่สาบสูญ ซึ่งเรายังไม่รู้เลยว่าจะพบเขาหรือไม่ และไม่มีกำหนดการว่าเมื่อไหร่ถึงจะสุดสิ้นการเดินทางของเรา เท่า ๆ ที่ยังทายไม่ถูกทั้งสิ้นว่าอะไรมันจะเกิดขึ้นบ้าง คุณหญิงเองก็น่าจะทราบดีอยู่แล้วว่า ภายหลังจากที่ผมได้เซ็นสัญญาการนำทางฉบับนั้นเสร็จเรียบร้อย ผมก็ได้ทำพินัยกรรมขึ้นอีกฉบับหนึ่ง มอบทุกสิ่งทุกอย่างให้แก่คุณแม่ของผม สิ่งนี้มันยืนยันชัดอยู่แล้วว่า ผมหวังไว้น้อยเหลือเกินว่าจะได้กลับมาเลี้ยงดูท่านอีกในการเดินทางครั้งนี้"

ทุกคนนิ่งงันกันไปอีกครั้ง

ม.ร.ว. หญิงดาริน เคาะนิ้วลงกับโต๊ะ ยิ้มมุมปาก

"เอาเถอะ เราจะไปตายหรือไปพบกับกาลวิบัติเช่นไรก็ตามอย่างคุณว่า ก็ไม่เห็นมีอะไรจะต้องทำให้เราละทิ้งความสะดวกสบายเท่าที่เราจะหาได้เสียเลย มันเป็นความหมายว่าสิ่งของต่าง ๆ ที่ฉันตระเตรียมมา และคุณเห็นว่าเกะกะรุงรังนี้ก็เพื่อจะเอาไว้ใช้ต่อสู้แบ่งเบากับความลำเค็ญทุรกันดารในป่าให้บรรเทาลง เพื่อเราจะได้มีกำลังบุกบั่นกันต่อไป ทำไมคุณไม่คิดอย่างนั้นบ้าง? คุณก็รับรองไว้แล้วไม่ใช่หรือว่า ลูกหาบของเราหาได้อย่างเหลือเฟือ จะเอาสักเท่าไหร่ก็ได้"

พรานใหญ่หัวเราะเบา ๆ จุดบุหรี่สูบเงียบไปครู่ ก็เอ่ยขึ้นด้วยเสียงทุ้ม สุภาพราบเรียบว่า

"เอาละครับ ผมจะได้ขอถือโอกาสนี้เรียนให้ทราบชัดถึงการเดินทางของเราเสียที...ถูกแล้วครับ ลูกหาบ และเกวียนเทียมควายที่จะบรรทุกสัมภาระสิ่งของซึ่งเราจะเอาไปด้วย จะหาสักกี่ร้อยก็ได้ แต่มันหมายความถึงว่า คนและกองเกวียนอันเป็นคาราวานของเราเหล่านั้น จะช่วยเราได้เพียงแค่ระยะทางที่เราไปถึง "หล่มช้าง" เท่านั้น ต่อจากนั้นพวกเราจะต้องเดินทางกันไปเอง พร้อมกับคนเก่าคนแก่ของผมโดยเฉพาะอีกเพียง ๔ คน ซึ่งพร้อมที่จะร่วมตายกับเราได้ ว่าอันที่จริงผมก็ได้ใช้ความพยายามอย่างสุดความสามารถ ที่จะเกลี้ยกล่อมให้พวกลูกหาบเหล่านั้นเดินทางกับเราไปด้วยจนถึงขีดสุด แต่ไม่ว่าจะจ้างเขาด้วยเงินจำนวนสูงสักเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครเอาสักคน พวกเขารู้จุดหมายว่าเราจะมุ่งหน้าไปยังเทือกเขาพระศิวะ ซึ่งเขาถือกันว่าเป็นแดนมรณะ และก็เมื่อถ้าจะเอาชีวิตไปทิ้งเสียแล้วเช่นนั้นตามความรู้สึกนึกคิดและเชื่อมั่นของเขา เขาก็ไม่มีเหตุผลใด ๆ ที่จะมาหวังค่าจ้างอยู่ เรื่องมันเป็นยังงี้ครับคุณหญิง เพราะฉะนั้นสัมภาระต่าง ๆ ที่คุณหญิงตระเตรียมไว้อย่างมากมายเหล่านี้ เราจะใช้มันให้เป็นประโยชน์ได้ก็แค่เพียงระยะทางที่เราจะเดินไปถึงหล่มช้างเท่านั้น ต่อจากนั้นเราต้องเดินทางกันด้วยเท้าเปล่าตามลำพัง และสิ่งที่จะติดตัวไปได้ก็เพียงแต่เท่าที่กำลังของเราจะเอาไปได้เท่านั้น..."

เขาหยุดหัวเราะเบา ๆ อีกครั้ง มองประสานตาดำขลับที่จ้องนิ่งมาของหล่อน กล่าวต่อมาว่า

"การเดินป่าเพื่อศึกษามานุษวิทยาของคุณหญิง กับการเดินทางเพื่อตามหาคุณชายอนุชา มันผิดกันชัด ๆ อีตรงนี้แหละครับ เพราะฉะนั้นนี่จึงเป็นโอกาสสุดท้ายของคุณหญิงที่จะตัดสินใจให้ดี ว่าเลิกล้มความตั้งใจเดิมเสีย หรือว่ายังจะคิดไปลำบากยากแค้นกับพวกเราชนิดที่เปล่าประโยชน์"

"รู้สึกว่าคุณพยายามจะขู่ฉันเสียเหลือเกินนะ"

หล่อนพูดเบา ๆ ยิ้มด้วยอาการฝืน

"ไม่ได้ขู่เลยครับ แต่ผมเรียนด้วยความสัตย์จริงเหมือนอย่างที่เรียนไว้แล้วแต่แรก"

"ก็เหมือนกันนั่นแหละ อย่างที่ฉันบอกคุณไว้แต่แรกเช่นกัน ไม่มีอะไรจะมาเปลี่ยนความตั้งใจของฉันเสียได้ คุณเดิน ฉันก็เดินไป คุณคลาน ฉันก็คลาน คุณทำอะไรฉันก็ทำไอ้นั่นเข้าใจหรือยัง?"

"เข้าใจแล้วครับ ก็-เป็นอันว่าหมดปัญหาไปเสียที"

"และก็ขอให้แน่ใจเสียทีว่า ตั้งแต่คุณเกิดมาคุณคงจะไม่เคยเห็นผู้หญิงคนไหนดื้อรั้นเอาแต่ใจตัว เท่ากับสุภาพสตรีผู้นี้!"

ไชยยันต์เสริมมาหน้าตาเฉย

ดารินหันไปมองค้อนเพื่อนชายจนตาคว่ำ ขยับแอปเปิ้ลในมือขึ้นทำท่าเหมือนจะขว้าง เพื่อนขายร้องลั่นตั้งท่าหลบ บนโต๊ะมีบรรยากาศครื้นเครงขึ้นอีก ในสายตาของรพินทร์ครั้งแรกที่เขามองเห็นไชยยันต์ และม.ร.ว. หญิงดาริน เขาคิดว่าคนทั้งสองน่าจะเป็นคู่รักกัน แต่แล้วเมื่อดู ๆ ไปก็รู้แน่ว่าหนุ่มสาวทั้งสองเป็นเพื่อนที่สนิทสนมกันไม่ผิดอะไรกับเพื่อนชายแต่มีสัมพันธ์ฉันท์เพื่อนรัก หรือมิฉะนั้นก็พี่น้องอันเนื่องมาจากคลุกคลีกันมาแต่เล็กแต่น้อยเท่านั้น ไม่มีอะไรที่จะเอนเอียงไปในด้านชู้สาวเลยแม้แต่น้อย ไชยยันต์เป็นคนมีอารมณ์สนุกร่าเริงอยู่ตลอดเวลา และช่างแหย่ เท่า ๆ กับที่ดารินก็ขี้งอนโมโหง่าย บางขณะทั้งสองทะเลาะกันเหมือนเด็ก ๆ

"ที่หล่มช้างนี่ใช่ไหม ที่คุณได้ข่าวว่าอนุชาทิ้งเกวียนของเขาที่นั่น และเดินทางบุกบั่นต่อไป พร้อมกับพรานพื้นเมือง อันเป็นคนใช้ของเขาที่ชื่อหนานอิน"

ม.ร.ว. เชษฐาถามขึ้นด้วยเสียงเคร่งขรึม

"ครับ ที่นี่แหละเป็นแหล่งสุดท้ายเหมือนอย่างที่ผมเรียนแล้วว่า เราจะต้องทิ้งสัมภาระไม่จำเป็นของเราทั้งหมดไว้ที่นั่น คุณชายอนุชาจำต้องละเกวียนและเดินทางไปตามลำพังกับคนใช้ร่วมตาย ก็เพราะเหตุผลที่เรียนแล้วคือ ไม่มีใครที่จะยอมสมัครร่วมทางไปด้วย"

"เราจะใช้ระยะเวลาเดินทางสักกี่วัน ถึงจะถึงหล่มช้าง"

ไชยยันต์หันมาถามขึ้นบ้าง น้ำเสียงจริงจังเป็นงานเป็นการขึ้น

"ประมาณ ๒ อาทิตย์ครับ"

"แล้วต่อจากนั้น?"

ดารินเอ่ยขึ้นลอย ๆ ขณะที่ใช้เล็บขีดโต๊ะเล่น

"สวรรค์เท่านั้นครับที่จะรู้ได้"

ม.ร.ว. เชษฐาจุดกล้อง รู้สึกว่าเขาจะใช้ความคิดอย่างหนักหน่วง

"ตามแผน คุณบอกไว้ว่าเราจะใช้คนอาสาสมัครร่วมตายกับเรา ๕ คน เดินทางไปด้วยไม่ใช่หรือ ภายหลังจากออกจากหล่มช้าง"

"ครับ"

"หาได้ครบแล้วหรือยัง?"

"เราได้มาแล้วสี่คนครับ เป็นพรานพื้นเมืองมือดีที่เคยร่วมเดินป่ารู้เห็นนิสัยและฝีมือพอจะไว้วางใจได้ พวกเขาอาสาสมัครอย่างเต็มใจ เพราะรักใคร่นับถือผม ยังขาดอยู่เพียงคนเดียว ผมประกาศหาไปในหมู่พวกเขาหลายวันแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นมีใครมาสมัคร คงมีอยู่แค่สี่คนเท่านั้น แต่เราก็จะไม่รออีกแล้ว เมื่อถึงกำหนดเริ่มเดินทางเราจะออกเดินทางทันที ถึงแม้จะขาดไปคนหนึ่งตามแผนที่เรากำหนดไว้เดิมก็ช่างมัน"

ว่าแล้วรพินทร์ก็โผล่หน้าต่างออกไปตะโกนสั่งอะไรกับคนของเขาโหวกเหวกเป็นภาษาพื้นเมือง ครุ่เดียวชาวบ้านป่าสี่คนก็เดินขึ้นมาบนเรือน ต่างทรุดกายลงกับพื้นและพนมมือไหว้คณะเดินป่าชาวกรุงทั้งสาม แล้วนั่งสงบเสงี่ยมอยู่

"นี่ยังไงละครับ สี่คนที่จะไปกับเราด้วยจนถึงที่สุด"

พรานใหญ่แนะนำเป็นรายตัวให้คณะนายจ้างของเขารู้จัก บุญคำเป็นชายร่างผมสูง อายุประมาณ ๕๕ ปี เส่ยเป็นกะเหรี่ยง ล่ำสันแข็งแรงดูแกร่งไปทั้งตัว อายุอยู่ในวัยฉกรรจ์ จันตัวเล็กนิดเดียว เคี้ยวใบกระท่อมอยู่ตลอดเวลา แต่ผิวพรรณและท่าทีบอกชัดว่าชำนาญต่องานกรากกรำเพียงไร และเกิดเป็นเด็กหนุ่มรูปร่างชลูดอ้อนแอ้น แต่เหี้ยมหาญบึกบึน

ทุกคนมองดูพรานพื้นเมืองอาสาสมัครเหล่านั้นด้วยความพอใจ พูดจาทักทายด้วยครู่หนึ่ง รพินทร์ก็พยักหน้าบอกให้คนเหล่านั้นออกไปได้

"ระยะทางก่อนที่เราจะไปถึง "หล่มช้าง" ถ้าหากเราจะคิดล่าสัตว์ไปด้วย ก็จะทำได้อย่างเต็มที่ครับ"

พรานใหญ่อธิบายต่อไป

"ผมรับรองว่ามีสัตว์จะให้ล่าทุกชนิด นับตั้งแต่เล็กสุดไปจนกระทั่งใหญ่สุด ความจริงระยะทางระหว่างนี้ก็เป็นป่าลึก และถ้าไม่ชำนาญลู่ทางมาก่อน ก็ไม่มีหวังจะไปถึงหล่มช้างได้นอกจากจะหลงเสียก่อน เราจะสนุกสนานกันอย่างเต็มที่ และได้ใช้ประโยชน์ในสัมภาระสิ่งของที่คุณหญิงตระเตรียมมาอย่างเต็มที่ด้วย เพราะมีคาราวานเกวียนควายไปกับเราอย่างอบอุ่นคับคั่ง ระยะทางตอนนี้จะเป็นการพักผ่อนเที่ยวป่าไปในตัว แต่ภายหลังจากเริ่มต้นเดินทางที่หล่มช้าง ความหมายในการเดินทางของพวกเราจะเปลี่ยนไปในอีกลักษณะหนึ่งทันที ของทุกอย่างเราจะฝากไว้กับหัวหน้ากะเหรี่ยงที่หล่มช้าง พวกลูกหาบก็จะเดินทางกลับ และเราเดินทางต่อไปด้วยสัมภาระจำเป็นเท่าที่จะนำติดตัวไปได้เท่านั้นอย่างที่เรียนบอก เพราะถ้าเราขนมันไปด้วยมากเท่าไหร่ ก็เท่ากับเราแบกน้ำหนักเพิ่มขึ้นเท่านั้น"

"เราพอจะเอาเกวียนไปด้วยสักคันหนึ่ง และเราควบคุมเองไม่ได้หรือครับ เมื่อออกจากหล่มช้าง?"

ไชยยันต์เสนอความเห็น

จอมพรานยิ้มนิด ๆ สั่นศีรษะ

"เห็นจะไม่มีหวังหรอกครับ ถ้าทำได้คุณชายอนุชาก็คงจะทำเสียก่อนแล้ว เกวียนต้องใช้ควายเทียม และระยะทางที่เราจะเดินทางกันต่อไปหลังจากจุดหมายปลายทางสุดท้าย ควายจะต้องตายเพราะขาดน้ำ และความทุรกันดารภายในไม่เกิน ๗ วัน อีกอย่างหนึ่งเราต้องปีนภูเขาด้วย เกวียนควายไม่สามารถจะตามไปได้ ขืนเอาไปก็เปล่าประโยชน์ต้องไปทิ้งเกวียนเสียกลางทาง"

พร้อมกับพูดจบ รพินทร์ก็คลี่แผนที่ออกให้ทุกคนดู

"นี่ยังไงครับ เป็นแผนที่ซึ่งมังมหานรธาเขียนไว้ เมื่อเกือบสี่ร้อยปีก่อนโน้น เราจะเริ่มใช้แผนที่นี้ตั้งแต่เริ่มออกจากหล่มช้าง อาจเรียกว่าหลับตาเดินไปในความมืดก็ได้"

ทั้งหมดเข้ามาดู รพินทร์อธิบายจุดหมายในแผนที่ให้ทราบคร่าว ๆ

"ก็น่าชมเหมือนกันนะ ในการที่เราจะใช้แผนที่ซึ่งเขียนขึ้นจากมือของคนสมัยสี่ร้อยปีก่อนเป็นเครื่องนำทาง"

ดารินครางออกมา

"ถึงอย่างไรก็ตาม เราต้องพึ่งแผนที่อันนี้แน่ ๆ แม้จะเป็นการเสี่ยงขนาดไหน"

ไชยยันต์ว่า ภายหลังจากเพ่งพิศแผนที่ฉบับคร่ำคร่านั้น

"ผมเชื่อถึง ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ว่าจะอย่างไรเสียมันก็จะต้องมีเค้ามาจากความจริง"

ม.ร.ว. เชษฐาพึมพำอัดควันไปพ์ลึก แล้วปล่อยให้ระบายออกมาทางช่องจมูกเป็นทางยาว หน้าเครียดขรึม

"ลักษณะของป่าอาจเปลี่ยนแปลงไปได้ในระยะเวลาสี่ร้อยปี แต่พวกภูเขาก็จะต้องอยู่ในรูปลักษณะเดิม เชื่อว่าพอจะคลำได้ถูก เอาละเราพับแผนที่นี้เก็บไว้เสียก่อน มานี่แนะคุณรพินทร์มาดูปืนกันดีกว่า ผมขนมาจากกรุงเทพฯ อย่างเหลือเฟือทีเดียว และต้องขอความเห็นความแนะนำจากคุณบ้าง ในฐานะที่คุณเดินป่ามานาน"

ว่าแล้ว เชษฐาก็ฉุดแขนรพินทร์ให้ตรงไปที่หีบลังปืนขนาดต่าง ๆ อันวางอยู่มุมห้องอย่างกระตือรือร้น ไชยยันต์และดารินตามมาด้วย เชษฐาหยิบปืนขึ้นมาส่งให้พรานใหญ่ดูทีละกระบอก เขารับมาดูอย่างสนใจ ออกปากชมอยู่ตลอดเวลา โดยเฉพาะอย่างยิ่งไรเฟิลแผด ขนาด .600 ไนโตรเอ็กสเปรส ซึ่งด้ามและพานท้ายปืนแกะสลักไว้อย่างวิจิตรตระการตา น่าจะเป็นปืนตั้งโชว์เสียมากกว่าที่จะเอาใช้สมบุกสมบันในป่า

"เป็นไงนายพราน คุณเคยยิงปืนขนาดนี้ไหม?"

ดารินถามยิ้ม ๆ ขณะที่เห็นเขาลูบคลำอยู่อย่างพออกพอใจ


ขุมปืนที่นายจ้างขนมามีอะไรบ้าง....อยากรู้ไหม....
อยากรู้.....เบื่อแล้ว ..........


เส้นทาง : สารบัญ เกี่ยวกับเพชรพระอุมา ลองอ่าน