ปูมเดินทางนี้จะเป็นการบันทึกการเดินทางวันต่อวัน อย่างสั้นๆว่าได้เกิดอะไรขึ้นในแต่ละวันนั้นเสมือนหนึ่งได้ร่วมคณะเดินทางไปด้วย โดยจะแบ่งเป็น 4 ช่วงดังนี้
(คำว่าวันที่ในที่นี้หมายถึงการนับวันจากวันแรกของแต่ละช่วง)

ช่วงที่ 1 ช่วงเริ่มเรื่องก่อนออกเดินทางจริงที่หนองน้ำแห้งกลางเดือนมีนา
ใช้เวลาเตรียมงานจากวันแรกที่พบกันจนวันสุดท้ายก่อนออกเดินทางที่หนองน้ำแห้งรวม 20 วัน

ช่วงที่ 2 ช่วงเริ่มออกเดินทางจากหนองน้ำแห้งจนถึงหมู่บ้านหล่มช้างและวันสุดท้ายที่หล่มช้าง จากหนองน้ำแห้งถึงหล่มช้าง 37 วัน พักที่หล่มช้างอีก30วัน รวม 67 วัน

ช่วงที่ 3 นับจากวันแรกที่ออกจากหล่มช้างจนถึงวันขึ้น5ค่ำเดือน11 ซึ่งตรงกับวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน 2513 จนปีนถันพระอุมาใช้เวลา 42 วัน

ช่วงที่ 4 นับจากวันที่ 4 พฤศจิกายน 2513 ที่อยู่บนถันพระอุมา จนออกจากมรกตนคร ใช้เวลา 18 วัน


รวมเวลาทั้งสิ้น 20+67+42+18 = 147 วัน (เหยียบเท้าออกจากมรกตนคร)

ช่วงที่1 ของปูมเดินทาง
ช่วงเริ่มเรื่องก่อนออกเดินทางจริงที่หนองน้ำแห้ง

วันที่ 1

เหตุการณ์ที่พระเอกพบนางเอก เรื่องราวนี้อุบัติขึ้นกลางเดือนมีนาคม ช่วงเวลาบ่าย คณะของนางเอกมาถึงก่อนเที่ยง และพบกันตอนราวบ่ายโมงกว่า ในวันแรกนี้รพินทร์ได้เล่าเรื่องเพชรพระอุมาจากที่เคยได้ทราบมาให้คณะชาวพระนครทราบ และบอกข่าวคราวของชดประชากร

วันที่ 2
รพินทร์เสนอเงื่อนไขสัญญาจ้าง คือเงินสองแสน ดูแลแม่ และการแบ่งทรัพย์โชคลาภหนึ่งในสามส่วน นายจ้างตกลง

วันที่ 3 - 9 ทนายความของนายจ้างได้ทำสัญญาและเซ็นสัญญาจ่ายเงินเป็นเช็ค รพินทร์นำเข้าบัญชีธนาคาร

วันที่ 10 – 16 อีกหนึ่งสัปดาห์ของการตระเตรียมสัมภาระที่จำเป็นของการเดินทาง

วันที่ 17 – 18 (สองวันแรกภายหลังคณะของ ม.ร.ว เชษฐาล่วงหน้ามาพำนักที่หนองน้ำแห้ง)
สัมภาระอุปกรณ์และเสบียงกรังได้ทยอยขนมาที่หนองน้ำแห้งโดยรถจี๊ปของบริษัทไทยไวล์ดไลฟ์

วันที่ 19 (วันที่ 3 ที่พักที่หนองน้ำแห้ง) เครื่องเวชภัณฑ์ อาวุธปืน เครื่องกระสุน มาถึง ได้ร่วมกันพิจารณาระหว่างนายจ้างกับพรานนำทาง

วันที่ 20 วันสุดท้ายก่อนออกเดินทาง และในคืนนั้นเองที่แงซาย พระเอกอีกคนของเราปรากฏตัวในท้องเรื่อง โดยมาสมัครเป็นคนรับใช้ที่ขาดไปหนึ่งคนร่วมเดินทางไปด้วย

ทั้งหมดนี้ใช้เวลา20 วันนับจากวันแรกของท้องเรื่องที่เกิดขึ้นกลางเดือนมีนาคม
ดังนั้นการเดือนทางจริง น่าจะเริ่มขึ้นราว วันที่ 4 เมษายน 2513



ช่วงที่2 ของปูมเดินทาง
(ช่วงเริ่มออกเดินทางจากหนองน้ำแห้งจนถึงหมู่บ้านหล่มช้างและวันสุดท้ายที่หล่มช้าง)

วันแรก
เกวียน 8 เล่ม (5 บรรทุกสำภาระ 2สำรอง หน้าสุดสำหรับนายจ้าง) ส่วนคน มี 25 เป็นนายจ้าง 3 พรานลูกน้องรพินทร์ 4 แงซายหนึ่ง รพินทร์หนึ่ง ลูกหาบคุมเกวียนอีก 16 ควาย16ตัว
ตอนบ่ายถึงเขาโล้น ไล่ราวเลียงผา ได้เลียงผา 20 ตัว ของเชษฐา 6 ไชยยันต์ 5 ดาริน 5 รพินทร์4 ก่อนหน้านั้นเชษฐายิงกวางได้ ไชยยันต์ยิงหมูป่า
วันแรกเดิน 6 – 7 ชั่วโมง ได้ระยะทางกว่า 20 กิโลเมตร
คืนแรกไอ้กุด มาทักทาย

วันรุ่งขึ้น (วันที่ 2 )
วันนี้แหละที่ดารินยิงหมวกรพินทร์
ช่วงเช้ารพินทร์ไปเตรียมห้างไว้นั่งห้างยิงสัตว์
ช่วงก่อนเที่ยงดารินแอบไปเล่นน้ำที่ลำธารคนเดียวเจอช้างแม่ลูกอ่อน รพินทร์มาช่วยได้ทัน
ตอนบ่าย ไชยยันต์ได้ยิงหมีควาย รวม4ตัว
เชษฐา ล่อวัวแดงจากบนห้าง
ตกค่ำ ไอ้กุดลากลูกหาบไปหนึ่งคน……ศพแรก

วันที่ 3
เฝ้าทรากลูกหาบหวังว่าไอ้กุดจะย้อนมากินทราก เชษฐาเป็นคนยิง 2 นัด ลูกปรายโอ-โอบัค รพินทร์เป็นคนสังหารนัดสุดท้ายด้วย .375แมกนั่ม เป็นอวสานของไอ้กุด

วันที่ 4
บ่ายหน้าตะวันออกเฉียงเหนือมุ่งโป่งกระทิง (เขาโล้น โป่งกระทิง ห้วยยายทอง ป่าหวาย หล่มช้าง) เดินสบายๆก็ 12 –15 ชั่วโมง ระหว่างทางไชยยันต์ได้ยิงวัวแดงด้วยบีเว่อร์ .300 แมกนั่มล้ม 2 ตัวพร้อมกับเกือบเอาชีวิตไม่รอด
ก่อนถึงโป่งกระทิง ขบวนปะทะกับโขลงช้าง เชษฐายิงล้มไปหนึ่งตัวด้วย .600ไนโตร

ที่นี่ที่รพินทร์นำเหล้าโรงผสมเลือดค่างสดๆ(กินเป็นยาแก้เมื่อยขบ) มาให้เชษฐา
คืนนี้ที่ได้เห็นเสือดาวตายด้วยเขากวางเสียบ
ตกดึก โขลงไอ้แห่วงมาเยี่ยม

วันที่ 5
เช้านี้ยังอยู่ที่โป่งกระทิง แกะรอยกระทิง
จันโดนงูเหลือมรัด
ระหว่างตามรอยกระทิงในป่าผาก รพินทร์และดารินช่วยยิงเสือที่กำลังกระโจนใส่แงซาย
ช่วงบ่าย 4 โมง บุญคำกลับมาถึงแคมป์พร้อมข่าวร้าย อิน ลูกหาบที่ตามบุญคำเอาหนังไอ้กุดไปหนองน้ำแห้งกลับมา ระหว่างทางโดนไอ้แหว่งถล่มเละที่พุบอน (3 ชั่วโมงทางตะวันตกเฉียงใต้ของโป่งกระทิง) บุญคำรอดมาได้………….ศพที่ 2
ตกดึกงูสามเหลี่ยมยาว 2 วาเข้าเต๊น ดารินยิง

วันที่ 6
ย้อนกลับไปพุบอนไปสำรวจสถานเกิดเหตุที่โขลงไอ้แหว่งถล่มบุญคำกับอิน โดยบุญคำเป็นคนนำ ระหว่างทาง รพินทร์ยิงเสือดาวที่จะกระโดดขย้ำบุญคำ
ขากลับเจอโขลงไอ้แหว่ง รพินทร์พาเชษฐาคลานไปกลางโขลง วันนี้ยิงช้างตาย 8 ตัว

วันที่ 7
พักผ่อนหนึ่งวันเพื่อเตรียมตัวไปนั่งห้างยิงกระทิง
ดารินเป็นแม่ครัวทำอาหารให้กิน มื้อนั้นมี

  • มัสหมั่นเนื้อวัวแดง
  • แกงเขียวหวานกวาง
  • นกเขาเขียวตุ๋นกับมะนาวและถั่วกระป๋อง
  • กระทาดงอบกับซีอิ๊วและเครื่องเทศ
  • ต้มยำปลาก้าง

วันที่ 8
เที่ยงวันรุ่งขึ้นออกเดินทางไปนั่งห้าง
รพินทร์นั่งห้างคู่กับดาริน ดารินคว่ำกระทิงโทนหนุ่มตอน 4 ทุ่ม พอตกดึกดารินถูกพงไพรหลอกหลอนจนต้องสมานางไม้
เชษฐานั่งห้างคู่กับบุญคำ รายนี้ไม่ได้อะไร
ไชยยันต์นั่งห้างคู่กับเกิด ยิงกระทิงลูกตายและยิงแม่กระทิงลำบาก

วันที่ 9
ไชยยันต์ออกตามแม่กระทิงเจ็บที่ตัวเองยิงไว้เมื่อคืน กับรพินทร์ ไชยยันต์ล้มกระทิงได้ รวมกับเสืออีกสามตัวที่กำลังรุมกระทิงเจ็บ รพินทร์ก็บาดเจ็บจากกระทิงเหยียบอีกครั้ง
คืนนี้ที่รพินทร์ทราบข่าวเกี่ยวกับนายชดว่า แงซายเคยตามนายชดจากห้วยเสือร้องไปที่หล่มช้าง แต่คลาดกัน 5 วัน แงซายเข้าดงมรณะอยู่ 2วันถูกงูกัดพระธุดงค์มาช่วย และได้ยินเรื่องมรกตนครอันเป็นถิ่นฐานของแงซายจากปากแงซาย

วันที่ 10
เช้ามืดพรานลูกน้องรพินทร์เอาเกวียนไปเอาเนื้อกระทิงกับหนังเสือสามตัว
เช้านี้ได้ทราบข่าวจากรพินทร์ว่า กะเหรี่ยงที่ผาเยิงโดนไอ้แหว่งถล่มราบคาบ คนตาย 8 คน และฝรั่งนักสำรวจชาวอเมริกัน3คนที่กะเหรี่ยงสองคนนั้นนำทางก็โดนฆ่าตาย สองคนเป็นนายแพทย์มาสำรวจสมุนไพร อีกคนเป็นนายทหารจั๊สแม็ค
ช่วงบ่ายรพินทร์พาเชษฐาไปดักยิงเสือ ได้ งาช้างกำจัด มาอันหนึ่ง(หักติดต้นไทร) ช่วงหนึ่งรพินทร์เล่าเรื่องคุณพ่อที่เป็นพรานและตาย(บนเตียง)ด้วยโรคมาลาเรียขึ้น สมอง
รพินทร์พาเชษฐาไปดูช้างตกมันใกล้ๆ เห็นภาพเสือดำกับเสือลายต่อสู้กันเพื่อแย่งชิงเหยื่อ
หัวค่ำช้างตกมันตัวนั้นบุกแคมป์ แงซายเป็นคนคว่ำมันลงได้
พักที่โป่งกระทิงอีกคืน
ช่วงค่ำ เชษฐาเรียกแงซายเข้ามาเล่าเรื่องให้คณะเดินทางฟัง แงซายเล่าเรื่องขนาดของสัตว์ พืชที่มีขนาดใหญ่
ทราบจากรพินทร์ว่าเนวินออกเดินทาง 4 คนอาวุธทันสมัยครบมือ แต่ขาดเวชภัณฑ์
ตกดึกเป็นครั้งแรกที่รพินทร์จับไข้จากพิษบาดแผล
กลางดึกโขมดดงมาเยือนพร้อมกลิ่นลำเจียกกับความตายของลูกหาบ ...นายเลิน.....ศพที่ 3

วันที่ 11
เช้ารุ่งขึ้นฝังศพลูกหาบ
ออกเดินทางมุ่งเหนือสู่ป่าหวาย
เที่ยง ทำศึกกับกองทัพลิง 500-600ตัว ลิงตายร่วมร้อย และสอยจากยอดไม้อีก27ตัว
ระหว่างทางพบรอยไอ้แหว่งซึ่งล่วงหน้ามาก่อน 2 วัน รพินทร์กับบุญคำแยกไปสำรวจ นัดพบกันที่โป่งน้ำร้อนตอนค่ำ
ค่ำที่โป่งน้ำร้อน คืนนี้พักที่โป่งน้ำร้อน
รพินทร์กลับมาพร้อมข่าวไอ้แหว่งมีมหิงสาตัวหนึ่งเดินตาม
(เที่ยงจะถึงหุบชมด ค่ำถึงห้วยยายทอง แล้วอีกหนึ่งวันก็จะถึงโป่งผีสิง)

วันที่ 12
เมื่อคืนฝนตกหนัก เช้านี้หมอกลงทึบกว่าจะออกเดินทางได้ก็เก้าโมงเช้า กะไปเที่ยงที่หุบชมด
ช่วงหนึ่งเห็นเสือดำซุ่มอยู่ไกล ดารินส่องกล้องเห็น รพินทร์เป็นคนยิงจากปืนของดาริน .270 (ติดกล้องขยายสี่เท่า)
ถึงหุบชมดแล้วจะแยกกัน ให้ขบวนเกวียนไปรอที่ห้วยยายทอง มีเกิดกับแงซายตามไปด้วย บุญคำคุมขบวนเกวียนไปป่าหวายใช้เวลา 3 วัน ช่วงหัวค่ำ ได้เห็นภาพงูเหลือมวิดน้ำหาปลา
ใกล้รุ่ง โขมดดงเข้ามาในแคมป์ แงซายตื่นมายิง และออกตามล่า อวสานของโขมดดงก็มาถึงในเช้านี้

วันที่13
พิชิตโขมดดง ได้ทับทิมเม็ดงาม เชษฐาเก็บไว้
พบแหล่งอัญมณี บ่อพลอย
ช่วงบ่ายได้เห็นภาพเสือดาวถูกงูเหลือมรัดจนตาย
ก่อนค่ำพบรอยมหิงสา พร้อมรอยเลือดในปลัก เชษฐายิงโดนขาหลังซ้าย
ค่ำพักที่ลำธาร และนี่คือเขตห้วยยายทอง ที่มีเสือชุม (นับเป็นคืนที่2ที่แยกจากขบวนเกวียน และเป็นครั้งแรกที่นายจ้างอยู่เวรยามด้วย)
หัวรุ่งเชษฐายิงเสือที่แอบเข้ามาที่พัก

วันที่ 14
ออกตามมหิงสา
ดารินยืมที่โกนหนวดไฟฟ้าจากเชษฐามาให้รพินทร์โกนหนวดโกนเครา
ตามมหิงสาแล้วก็มาพิชิตมหิงสาที่ข้างลำธาร โดยฝีมือดาริน ด้วยปืน .470
กระซู่ตัวนั้นก็ล้มด้วยฝีมือแงซาย
คืนนี้พักที่ลำธาร กะพรุ่งนี้ไปพบขบวนเกวียนที่ป่าหวาย (ซึ่งขณะนี้น่าจะพักที่ทุ่งช้าง)
กองทัพหมาในมากินซากมหิงสา (กล่าวถึงครั้งแรก)
น้ำป่าทะลัก

วันที่15
9 โมงเช้า น้ำป่าซัดดารินกับรพินทร์มาเกยใกล้กัน
สถานที่นั้นห่างจากที่พักแรมเมื่อคืน 30 โลไปตามธารแต่ถ้าตัดป่าก็ 20 โล
ก่อนได้ไก่มากิน รพินทร์ยิงเสือดาวตัวหนึ่งที่ซุ่มจะกระโจนใส่ดาริน
รพินทร์ร้องเพลงนิ๊งหน่อง !…"
นาฬิกาของรพินทร์ บูโรทั่งเมติก จังเกิ้ลมาสเตอร์
เจอกองทัพหมาใน หนีขึ้นต้นไทร (เจอเองครั้งที่1)
ดารินจับลูกเสือสามตัว
ดารินเห็นคนนั่งสือมาชี้ให้เสือดูว่าคนฆ่าลูกมันอยู่บนต้นตะเคียน

วันที่ 16
ระหว่างทางไปหาหมู่บ้านคนตัดไม้ ดารินถูกงูเหลือมรัด รพินทร์ช่วยจึงถูกงูเหลือมกัด ดารินถอดยกทรงลูกไม้สีชมพูรัดแผลให้ (ราคา 1500 บาท)
รพินทร์พาดารินหลงป่า แต่ก็กลับมาได้
ดารินเคยเป็นสมาชิกกิติมศักดิ์ของนิคมอาบแดด ค่ายฟลอริดา นาตูริส์ ปาร์คในสหรัฐ
พบพรรคพวกทั้งสี่คนพร้อมโต๊ะถะ กะเหรี่ยงหัวหน้าหมูบ้านผาเยิง
กลางคืนช่วยยิงเสือได้เสือ 16 ตัว รพินทร์ 2 ดาริน3 ไชยยันต์4 เชษฐา7
กะเหรี่ยงที่ไปกับรพินทร์ชื่อ เลิน
กะเหรี่ยงที่ไปกับดารินเป็นลูกชายโต๊ะถะ

วันที่ 17
ออกจากห้วยแม่เลิง ยึดสันเขามุ่งตะวันออกเฉียงเหนือโดยตลอด
แงซายตอกทอยเพื่อตัดหน้าผาสูง ช่วยย่นระยะทางได้ 30 กิโลเมตร (จุดนี้แหละที่รพินทร์มาบอกทีหลังว่า เป็นตำแหน่งสุดท้ายที่อยู่ในประเทศไทย)
ระหว่างอยู่บนสันเขา เห็นภาพฝูงเสือรุมโขลงช้าง เพื่อจัดการกับลูกช้างที่ขาติดซอกหิน
ป่าหวายอยู่ทางตะวันออกเฉียงเหนือของสันเขาลูกนี้
บนเขาลูกนี้มีทะเลสาบ
คืนนี้ที่ดารินยืนซบพิงอกรพินทร์ และแงซายพูดถึงการเวก

วันที่ 18
เช้านี้เกิดได้เต่ามาตัวหนึ่ง แต่ดารินสั่งแงซายเอาไปปล่อย
ลุยป่าพรุ เจอดงทาก ดงจรเข้ ดารินกลัวมาก ไม่ยอมลุยไปด้วย

เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน


จรเข้ตัวเท่าเรือเอี้ยมจุ๊น งับหมูลงปลักโคลน
ข้ามคลองที่มีจรเข้ชุม ใช้สมเสร็จเป็นเหยื่อล่อความสนใจ
มดแดงกินเนื้อจรเข้ สามวันเจ็ดวันก็จะมีปีกบินได้
พักในหุบเขากลางดงกล้วย อาหารเย็นเป็นลูกหมูหันบ้านป่ามีใบกล้วยยัดไส้
ไชยยันต์ตาฝาดเห็นเสือเป็นผู้หญิงเกาะเถาวัลย์ เชษฐาก็โดนด้วย รพินทร์เป็นคนยิงเสือตาย

วันที่ 19
ไต่ขี้นสันเขา ดอยนาง
เที่ยงเริ่มเห็นป่าหวายอยู่เบื้องล่าง
ช่วงบ่ายลงจากดอยนางก็พบรอยเกวียนที่บุญคำล่วงหน้ามาก่อน ควายเทียมเกวียนตาย เพราะถูกจงอางกัดตาย (ในห้านาที)
ได้ปะทะกับไอ้แหว่ง รพินทร์ได้โอกาสยิงไอ้แหว่งอย่างถนัด แต่เจ้ากรรม กระสุนหมดพอดี
สังเวยลูกหาบ 3 ศพ (ศพที่ 4-5-6 ) เกวียน 3 เล่มพังไปด้วย
ทบทวนโขลงไอ้แหว่งตายกี่ตัว ครั้งแรกที่ปะทะกัน 7 – 8 ตัว ตอนเย็นที่เพิ่งถึงป่าหวายอีก 8 ตัว ตอนถล่มขบวนเกวียนโดนฝ่ายบุญคำ 12 ตัว
เชษฐาปลุกขวัญลูกหาบที่ตาย โดยสัญญาว่าจะจ่ายเงินทำขวัญ คนตาย รายละหนึ่งหมื่นบาทเมื่อกลับไปถึงหนองน้ำแห้ง โดยจะฝากหนังสือไปถึงคุณอำพลเมื่อแยกกับลูกหาบที่หล่มช้าง
กะว่าพรุ่งนี้พักหนึ่งวัน มะรืนจะเคลื่อนไปทางเหนือ 5 กิโลเมตรมีไหล่เขาริมหน้าผา เพื่อตั้งแค้มป์ถาวร
เอาไรเฟิลออกมาแจกจ่ายลูกหาบ ดารินเปลี่ยนมาใช้ บีเว่อร์ .300 แม็กนั่ม แทน .470 ที่เคยใช้
คืนนี้เองที่ดารินแก้บนเจ้าป่าหนวดยาวนุ่งขาวห่มขาวมาทวง
ตีสอง โขลงไอ้แหว่งล้อมแค้มป์อีกครั้ง ฝ่ายมนุษย์ถอยตั้งหลักบนเนิน พร้อมฝังระเบิดทั้ง 4 ด้าน
ลูกหาบสังเวยอีกหนึ่งศพเพราะถูกหินขนาดรถยนต์กระแทก ศพที่ 7
เชษฐาได้รับอุบัติเหตุแผลฉกรรจ์ที่ขาอ่อนเหนือเข่าซ้ายขึ้นไปเล็กน้อย เป็นรอยถูกคมหินบาดราวกับถูกฟันด้วยขวาน ลึกและยาวมาก เสียเลือดมาก ศีรษะแตกอีกสองแห่ง หมดสติ หายใจรวยๆ ชีพจรเต้นอ่อน

วันที่ 20
หลังผ่าตัด เชษฐาสลบ มีการถ่ายเลือดด้วย
รพินทร์มีเลือดกรุ๊ป บี เชษฐากับแงซายมีเลือดกรุ๊ป เอบี เนกกาถีบ
ช่วงย่ำค่ำ เชษฐารู้สึกตัว แต่กำลังใจยังดี เตรียมแผนล่าไอ้แหว่งต่อ
พรุ่งนี้จะไปตั้งแค้มป์บนเนินเขาแห่งหนึ่ง 5 กิโลเมตรไปทางตะวันออกเฉียงเหนือของป่าหวาย

วันที่ 21
เคลื่อนขบวนไปอีก 5 กิโลเมตรบนเนินแห่งหนึ่งเพื่อเป็นชัยภูมิ
อาการของเชษฐาทรุดหนักลง แต่สุดท้ายก็ดีขึ้น
รพินทร์ออกสำรวจรอย พบว่าขาหลังซ้ายของไอ้แหว่งหัก และกลับไปเขานาง
ดารินเปลี่ยนผ้าพันแผลจากบราเซียเก่ามาเป็นผ้าพันคอ

วันที่ 22
อาการของเชษฐาดีขึ้นกว่าเดิม
หกคนออกไปล่าไอ้แหว่ง ดารินสั่งให้รพินทร์กลับมาภายใน 3 วัน
ดารินสั่งบุญคำสร้างโรงเรือนเป็นที่พัก 2 หลัง ห่างกัน 20 เมตร
ช่วงค่ำดารินแสดงอาการพิรุธให้เชษฐาจับได้ว่าตัวเองสนใจพรานนำทาง
คืนนี้เองที่ดารินล้วงตับบุญคำ รู้เรื่องรพินทร์อกหักจากแสงโสม
ตี 4 เสือดำออกมากวนควาย บุญคำจัดการเรียบร้อย สองนัดอยู่ วันที่ 23 วันที่สองที่รพินทร์ออกไปตามรอยไอ้แหว่ง เชษฐาดีขึ้น

วันที่ 24 วันที่ 3ที่ออกไปตามรอยไอ้แหว่งบุญคำต่อแคร่ให้เชษฐาออกมานั่งนอกกระโจม

วันที่ 25 วันที่สี่ที่ออกไปตามรอยไอ้แหว่ง รพินทร์ผิดสัญญาดารินที่ว่าจะกลับมาในสามวัน ยังไม่กลับ

วันที่ 26 วันที่ 5 ก็ยังไม่มา

วันที่ 27 ช่วงบ่ายของวันที่ 6 จึงเห็นรพินทร์กับพวกรวม 6 คนกลับมา เพราะรอยไอ้แหว่งย้อนกลับมาที่แคมป์

วันที่ 28
ออกตามรอยอีก คราวนี้ดารินไปด้วยเพราะเชษฐาดีขึ้นแล้ว รวมออกไปตาม 7 คน ระยะทางจากป่าหวายที่ตั้งแคมป์ไปถึงเขานาง ใช้เวลาเดิน 5 – 6 ชั่วโมง
ดารินเป็นคนยิงไอ้แหว่งบาดเจ็บด้วยปืน .300 ถูกที่ท้องเลือดออกมาก
ค้นพบด่านลับเข้าหุบหมาหอน อยู่หลังน้ำตก

วันที่ 29
ตามรอยไอ้แหว่งไปตามถ้ำหลังน้ำตก
พบซากไอ้แหว่งตายอย่างสมศักดิ์ศรี
ระยะจากป่าหวายถ้าไปโดยเกวียนก็ 3 วัน แต่ถ้าเดินตัวเปล่า ตัดทางขึ้นเขาก็ 2 วัน

วันที่ 30
พักผ่อนหนึ่งวัน

วันที่ 31
ออกเดินทางมุ่งหล่มช้าง ไปทางตะวันตกเฉียงเหนือ
ไม่มีเหตุร้ายใดๆ ตกค่ำปลดเกวียนตั้งแคมป์

วันที่ 32
เดินทางต่อ ใกล้ค่ำก่อนถึงตำแหน่งที่กะจะวางแคมป์ เจอโขลงแม่ปะแรด แต่ก็ไม่มีอะไรเกิดขึ้น

วันที่ 33
ช่วงเย็น ผ่านพุเตย หมู่บ้านร้าง
เส่ยทำเรื่อง หนียามไปพรอดรักกับผียะขิ่น สาว 15 ลูกสาวผาเอิง

วันที่ 34
เลยหมู่บ้านพุเตยมาชั่วโมงเศษๆก็เริ่มขึ้นเนิน รพินทร์พามาผิดทาง อ้อมเขาอีโก้
คืนนี้เองที่งูยักษ์(ตัวผู้)มาปรากฏ และควายหายไปหนึ่งตัว

วันที่ 35
ออกเดินทางต่อ
ช่วงสายๆ พบเจ้ามุถูกหมูขวิดไส้ไหล
หลังเที่ยงถึงหล่มช้าง และได้ทราบจากแงซายว่า เมื่อครึ่งปีก่อนหน้านี้ หมอสอนศาสนามิชชันนารี่สองผัวเมียถูกคะหยิ่นฆ่าตาย เพราะไปท้ารักษา แต่รักษาไม่หาย 3 วันตาย
ดารินยิงมะขวิดข่มขวัญคะหยิ่น ด้วยปืน .300
พบเกวียนของนายชด ที่ฝากไว้กับคะหยิ่น (นี่คือการพบหลักฐานครั้งแรกของนายชด)

วันที่ 36
คะหยิ่นเกณฑ์ลูกบ้านออกไปตัดไม้ทำบ้านให้คณะเดินทาง
เช้าอาการของเจ้ามุ ทำท่าไม่ดีนัก พิษไข้สูง ไม่ได้สติ
สายๆแงซายทำธนูยักษ์เสร็จ ไชยยันต์เรียกศรพรมมาศของพระราม สายทำด้วยริ้วหนังวัวถักสามเส้นใหญ่ขนาดเท่านิ้วก้อย หางสำหรับตัดลมใช้หางนกเงือก ลูกธนูยาวหนึ่งหลา ระเบิดไนโตรฯติดอยู่ประมาณ 7 นิ้ววัดจากหัวดอกธนูเข้ามา (ทดลองธนูติดระเบิด เป็นการใช้ครั้งแรก หนึ่งดอก)
คืนนี้รพินทร์จับไข้สั่นครั้งแรกให้นายจ้างเห็น

วันที่ 37
บ้านสร้างเสร็จ
งูยักษ์มาอาละวาด
เชษฐายิงด้วย .458 โดนตาซ้าย เป็นไอ้บอด
แงซายยิงธนูติดระเบิดงูตัวผู้ นัดแรกที่กลางลำตัว
นัดที่สองติดเพดานปากด้านบน
ตัวเมียโดนดอกที่ 3ที่กลางลำตัวบริเวณใกล้กับส่วนคอ (นี่เป็นการใช้ธนูติดระเบิดครั้งที่ 2...ใช้ไป 3 ดอก)
คืนนี้ดารินกะว่าอีกหนึ่งเดือน สามารถออกเดินทางจากหล่มช้างได้ ดังนั้น ในช่วงนี้จึงใช้เวลาทั้งหมด 67 วัน

วันที่ 38
ต่อมาอีก 2 วัน นายเมยมาลากลับ
ช่วงค่ำ ย้ำความสมัครใจของคะหยิ่นที่จะเป็นลูกหาบตามไปด้วย เมื่อคะหยิ่นยืนยัน เชษฐาก็มอบปืนให้คะหยิ่น เป็นปืนเรมิงตัน โมเดล870 ปั๊มแอคชั่น
ดารินช่วยทำคลอดให้นังแอ เมียเจ้าคะโหน่ง


ช่วงที่3 ของปูมเดินทาง
(นับจากวันแรกที่ออกจากหล่มช้างจนเหยียบถนนพระศิวะ)

วันที่ 1
7 โมงตรง มุ่งเขาหัวแร้งทางตะวันตกเฉียงเหนือ ระยะทางราว 20 กิโลเมตร กะว่าพรุ่งนี้เที่ยงถึง
วันแรกยังไม่เข้านรกดำ หลังถึงเขาหัวแร้ง ต้องอีก 3 วันจึงจะเข้านรกดำ
แงซายเล่าว่าเคยไปเขาหัวแร้งแต่คนละทางกับที่มาคราวนี้ โดยตัดไปทางตะวันตกแล้วตีวกขึ้นเฉียงเหนือที่ดอยหมี ตอกทอยไต่หน้าผาชันลัดขึ้นเขาอีเก้ง นอนบนเขาอีเก้ง พอตะวันขึ้นไต่ลงอีกฟากก็ถึงเขาหัวแร้ง เขาเคยข้ามเขาหัวแร้ง ผ่านช่องเขาขาด ตัดป่าแดงไปอีกทั้งวัน แล้วเข้านรกดำอีกสี่วันสี่คืน แต่ก็ต้องถอยกลับเพราะถูกงุกัด พระธุดงค์ช่วยไว้
จันเคยโดนงูกัดช่วงเดินตามหลังรพินทร์อย่างที่ไชยยันต์โดนวันนี้ เหตุเกิดที่ห้วยแม่เลิง โดนงูกะปะกัด ตาเฒ่าซอตาเอหัวหน้ากะเหรี่ยงฝั่งโน้นตามช้างงาผ่านมาช่วยไว้ โดยเอาแท่งยาดูพิษงูออกให้
ช่วงสาย รพินทร์พาไปดูเสือกินเนื้อเสือตาย
ช่วงเย็น รพินทร์ค้นพบหลักฐานที่พักของชด ประชากรเป็นครั้งที่ 2 คือ
ซองบุหรี่ลักกี้สไตรค์เก่าๆ กับลูกปืน .450 ไนโตรเอ็กซเปรสส์ ซึ่งเป็นของนายชดแน่นอน เพราะรพินทร์เคยขอดูปืนนายชดมาก่อน
รพินทร์บอกว่า อนุชาใช้ปืน.450 ไนโตรเอ็กเพรส ของริกบี้ ส่วนหนานอินใช้ลูกซองแฝดขนาด 12 ดามัสกัสรุ่นเก่า
ตี 2 ฝนตกหนัก

วันที่ 2
บุญคำกับคะหยิ่นพบรอยสางเขียว
แงซายเล่าว่าเคยพบสางเขียว และเพื่อนที่ชื่อทวยโส่ ถูกสางเขียวฆ่า
เจอรังมะราบรี และรอยถูกสางเขียวฆ่า
เที่ยงถึงปากทางเขาหัวแร้ง
พบตำแหน่งที่พักของนายชดอีกครั้ง (ครั้งที่ 3 )คราวนี้ที่แผ่นหินเรียบมีรอยเขียนด้วยถ่าน พร้อมลงชื่อ และวันเวลาที่นายชดมาพัก นับถอยหลังไปได้ หนึ่งปี สี่เดือนกับ 12 วัน
พบภาพสางเขียวกำลังกินนางเที๊ยะลูกเจ้าเกอะ
ช่วยชีวิตมะราบรีได้คนหนึ่ง ชื่อเจ้าเกอะ
พบส่างปา ผู้มาตามเสียงปืน

วันที่ 3
กะจะพักผ่อนหนึ่งวันแต่เกิดเหตุร้ายขึ้นเสียก่อน
ดร.ฮ๊อฟมันถูกสางเขียวฆ่าด้วยหอกที่ลำธาร
มาเรียถูกสางเขียวจับตัวไป
ส่างปาถูกธนูอาบยาพิษ คะหยิ่นช่วยแก้พิษให้
ธนูติดระเบิดสองลูกช่วยแก้สถานการณ์ไล่พวกสางเขียวไปได้ (นี่เป็นการใช้ธนูติดระเบิดครั้งที่ 3...2 ดอก)
กลางดึกเจ้าลูกะวางแผนรมยาสลบด้วยหนังคางคกภูเขาเพื่อเข้าโจมตี แต่คณะเดินทางรู้แผนก่อนจากที่เจ้าเกอะมาบอก
หลังจับตัวเจ้าลูได้ การติดต่อใช้ภาษาว้า
ถิ่นชมรมของสางเขียวใช้เวลาเดิน 8 – 9 ชั่วโมง

วันที่ 4
ออกเดินทางตี 5 โดยมีเจ้าลูเป็นคนนำไปสู่ถิ่นฐานของมัน
ถึงถิ่นของสางเขียวตอนเย็นมาก (ไม่ได้พูดถึงเรื่องกินอาหารตั้งแต่เช้า..หิวแย่เลย)
ที่หน้าผาตัดตรงเก้าสิบองศา ขึ้นไปถึงส่วนสูงสุดปลายเขา อันเป็นหลังคาของหมู่บ้าน เป็นสถานที่เจรจาแลกเปลี่ยนเชลย แงซายเป็นคนตอกทอยเป็นบันไดขึ้นไป นี่คือการตอกทอยครั้งที่ 2
เกอะฆ่ามุมบาตายด้วยหอก แล้วตัวเองก็ถูกตัดหัว
แงซายเลือดโชกที่สะบักเพราะโดนคมหอก
รพินทร์จับไข้ (ครั้งที่ 2) ติดในถ้ำสองต่อสองกับดาริน
ถูกฝูงหมาในนับร้อยไล่ (เจอเองครั้งที่ 2)

วันที่ 5
แงซาย ไชยยันต์กับคะหยิ่นข้ามฝั่งมาตอนใกล้รุ่ง ถล่มหมู่บ้านสางเขียว (ซูซูตายตอนนี้ )ด้วยธนูติดระเบิด (นี่คือการใช้ธนูติดระเบิดครั้งที่ 4 ...หลายดอกอยู่)
เดินทางกลับฐานที่มั่นที่เขาหัวแร้ง ถึงย่ำค่ำ
มาเรียปวดประจำเดือน
ให้แงซายใช้ปืน .460 เวเธอร์บีแม๊กนั่มของ ดร.ฮอฟมันใช้แทนปืน .44-40 มีกระสุนเหลือ 35 นัด ส่วน .375ของดาริน ให้ส่างปาแบกไปแทน
คืนนี้ที่มาเรียเล่าประสบการณ์ชีวิตของตัวเองให้ไชยยันต์ฟัง

วันที่ 6
เป็นวันพักผ่อนหนึ่งวันก่อนออกเดินทางต่อ
แงซายลองปืนกับต้นตะเคียนใหญ่
มาเรียให้เชษฐาตัดผมสั้นด้วย

เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน


เกิดอาเภทกับนางตะเคียน ที่ชื่อ อรัญญานี

วันที่ 7
ทางขึ้นเขาไปเรื่อยๆและจะต้องขึ้นเหนือเท่านั้นเพราะทางบีบ ตัดทิวเขาใหญ่มาทางตะวันออกเฉียงเหนือของเขาหัวแร้ง แล้วขึ้นเหนือไปทุ่งมรณะ
ขณะนี้น่าจะอยู่เหนือรัฐกะยาขึ้นมาแล้ว และน่าจะอยู่ตอนใต้ของรัฐไทยใหญ่ ถ้าตั้งเข็มไปทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ ก็จะพบกับพรมแดนไทยส่วนใดส่วนหนึ่งของจังหวัดเชียงใหม่
ช่วงคำพัก เจอคราบงูใหญ่
เขาที่พักนี้เรียกว่า เขาก็องกอย กะว่ามะรืนจะลงจากเขาลูกนี้
ตี 2 ก็องกอย (ภูติแห่งไพรลึก)ปรากฏตัว ยิงกวางดาวได้ แต่ไม่ตาม รุ่งเช้าเหลือแต่ซาก
แงซายร้องเพลง

วันที่ 8
รพินทร์วางเข็มขึ้นตะวันออกเฉียงเหนือ
หนทางขึ้นๆลงนับมอมาบไม่ถ้วน
เที่ยงถึงค่ำกลับมุ่งใต้ ตัดเนินริมทุ่งเพื่อหาแอ่งน้ำมวก ต้องปีนเขาไม่งั้นพรุ่งนี้อีกวันก็ไม่พ้นเขานี้
ก่อนค่ำกระทิง(ตาซ้ายบอดด้วยรอยเล็บเสือ)บุก ถูกมาเรียยิงคว่ำ
ค่ำนี้จับก็องกอยได้ มันบอกให้ช่วย จงบ่ายหน้าไปทางตะวันตกของเขาลูกนี้ สองคืนสองวัน ท่านจะพบกับนครแห่งความหลับ ซ่อนอยู่กลางป่าลึก

วันที่ 9
ตื่นตอนสายพบว่าถูกรมยาด้วยหนังคางคกภูเขา พร้อมกับรับทราบว่าแงซายหายพร้อมแผนที่เดินทาง จึงต้องออกตามรอย ซึ่งพวกก็องกอยทิ้งรอยไว้เป็นระยะๆ โดยเบี่ยงมาทางตะวันตก 45 องศา
ส่วนทางด้านตะวันออกเฉียงเหนือ ข้ามเขาที่เป็นทิวต่ำลงไปเบื้องล่างสามยอดเรียงกัน เป็นทุ่งโล่ง เรียกมุ่งมรณะ
พบต้นขี้หนูยักษ์ต้นแรก ตะขาบยักษ์ = เรือบก
ช่วงก่อนค่ำไชยยันต์โดนตะขาบกัดที่ขาซ้ายเหนือเข่าเล็กน้อย พิษตะขาบร้ายกว่าจงอาง รักษาด้วยเนื้อตะขาบผสมพริกขี้หนูยักษ์
ระหว่างที่ไชยยันต์เหมือนตาย ถูกค้างคาวยักษ์โจมตี ตอนแรกจะมาคาบตะขาบ เมื่อเจอการต่อต้านก็หันไปโจมตีพวกที่ไปเอาพริกขี้หนู

วันที่ 10
ตามรอยแงซายต่อ ท่ามกลางภาวะขาดน้ำ
พบรอยเสือโคร่งดำตัวเท่าม้า = เสือแมลงภู่
ขณะนี้อยู่ในนรกดำแล้ว
บ่ายสี่โมงป่าเริ่มโปร่ง พบละมั่งที่ตายเพราะค้างคาวดูดเลือด เป็นอาหาร
คืนนี้ไชยยันต์ละลายในมือมาเรีย พร้อมๆที่คะหยิ่นได้กลิ่นเสน่ห์จันทร์
กลางคืนค้างคาวบุกในขณะที่รพินทร์หลับด้วยยานอนหลับ

วันที่ 11
คะหยิ่นพาหาน้ำ โดยมุ่งขึ้นทางเหนือ
เดินทางท่ามกลางความกระหาย มาเรียทรุดแล้วทรุดอีก
แงซายเอาน้ำมวกใส่กระบอกไม้ไผ่มาช่วย
ขณะเงยหน้าดื่มน้ำดารินก็เห็นมันตรัยมาลับๆล่อๆ
พบศพตายซากของมันนอนแช่น้ำ
เข้าดงเถาวัลย์กินคน พบบันทึกแจน เครเมอร์
พบเสือหินในถ้ำ มีรอยเท้าขนาดเดียวกับที่มาดื่มน้ำในแอ่งที่พัก
คืนนี้เองที่เชษฐาได้ยินเสียงมโหรี ส่วนรพินทร์ได้ยินเสียงฆ้องใหญ่
ดารินฝันถึงเรื่องนิทรานคร

วันที่ 12
เสือหินหายไปจากถ้ำ
ระหว่างตามรอยแงซาย เริ่มพบรอยเท้าช้างขนาดไชยยันต์ลงไปนั่งขัดสมาธิได้
เสือโคร่งดำแอบผลักหินกลิ้งลงมาถูกปืนของเชษฐาพัง เชษฐาจึงเปลี่ยนมาใช้ปืน .460ของฮอฟแมน ซึ่งมีลูกกระสุนเหลืออยู่ 28 นัด
มีช่วงหนึ่งที่พบซากผีตายซาก กำลังหาฟืนมาเผา ก็โดนโคร่งดำกระโจนเข้ามาคาบซากนั้นหนีไปได้
ผ่านไปตามทุ่งแฝกและหญ้าคา ต้องหนีเข้าไปหลบในถ้ำ พบหลักฐานคนโบราณเคยอาศัยอยู่ในถ้ำนี้
เกิดไฟป่าล้อมไว้หมด ต้องดิ้นรนวิ่งกลับมาที่ถ้ำ สุดท้ายโขลงช้างก็หนีไฟเข้ามาในถ้ำด้วย
แต่ละคนตกลงในเหว รพินทร์กับดารินไปคู่หนึ่ง ไชยยันต์กับเมย์คู่หนึ่ง ส่วนเชษฐากับลูกหาบที่เหลือตกลงในปล่องตื้นๆจึงคลานขึ้นมาเก็บสัมภาระทั้งหมดไว้ได้

ฝ่ายไชยยันต์ตื่นมาก็พบว่ามาเรียตื่นก่อนแล้วและมาปลุกเขา(คู่นี้สลบไปไม่เกินชั่วโมงก็ฟื้นในวันนั้น) ไชยยันต์ข้อเท้าหลุด มาเรียช่วยดึงจนเข้าที่ ทั้งคู่ได้ปืนคืนมา แต่ทั้งคู่นี้ไม่มีนาฬิกาดูเพราะของไชยยันต์แตกละเอียดไปแล้วด้วยงมกันอยู่ในถ้ำใต้ภูเขา พบปล่องลาวา สุดท้ายมาเจอเสือหิน แล้วก็พบทางออกสู่โลกภายนอก ในตะวันบ่าย ทั้งคู่ก็หลับอยู่แถวนั้นนั่นเอง มาเรียยิงได้เลียงผาเป็นอาหารในช่วงโพล้เพล้ แล้วทั้งคู่ก็เล่นยิมนาสติกลีลาใต้น้ำกันอย่างสนุกสุดเหวี่ยง กลางดึกค้างคาวยักษก็มาเยือน ถูกยิงบาดเจ็บหนีเข้าถ้ำไปอาบไฟเย็น

วันที่ 13
รุ่งขึ้นทั้งคู่ตามรอยค้างคาวเข้าไปในถ้ำ พบไฟเย็นที่รักษาค้างคาวจนหาย หลังจากนั้นทั้งซากคนและโคร่งดำตามล่า เก็งกองช่วยนำทางจนออกมานอกถ้ำได้ในตอนบ่ายราวสี่โมงเศษๆพบป่าดงดิบ ทั้งคู่จับปลาในลำธารมาปิ้ง ปรากฏว่าไปปิ้งบนหลังงูยักษ์ (ลักษณะสัณฐานเป็นงูจงอางแต่ตัวใหญ่กว่ามาก)เมื่องูเลื้อยไปแล้วทั้งคู่ก็พบซากกำแพงเมืองโบราณ แล้วคืนนั้นมาเรียก็เป็นประจำเดือนอีกครั้ง ห่างจากครั้งแรกแค่ 8 วัน และนี่คือประจำเดือนครั้งสุดท้ายของมาเรีย ซึ่งจะใช้นับว่ามาเรียท้องกับใคร นับจากนี้ไปอีก 40 สัปดาห์คือวันคลอดของไพรวัลย์ และเป็นตัวยืนยันว่า ไม่มีการเหลื่อมเวลาไม่ว่าก่อนเข้ามรกตนครหรือออกจากมรกตนคร


รพินทร์กับดารินตกลงไปในถ้ำสลบเหมือดตั้งแต่บ่ายวานจนบ่ายวันนี้จึงรู้สึกตัว
รพินทร์ รู้สึกตัว ท่ามกลางแสงสลัวๆ พบว่าปืนวินเชสเตอร์ .458 ยังอยู่ และ .44 แม๊กนั่มก็ยังอยู่ในเป้สนาม ต่อมามุดไปพบดาริน ซึ่งปืน .300 ก็ตกอยู่ใกล้ๆ ส่วน .358 ก็ยังติดอยู่ในซองข้างเอวของดาริน
เดินตามลำธารใต้ภูเขาออกมาได้ในช่วงหัวค่ำ รพินทร์ร้องเพลงหนิงหน่องอีก
ช่วงดึกมันตรัยในซากคนและซากเสือมากวน ซากคนโดนดารินยิงด้วย .300 นัดแรกเจาะเข้าที่บริเวณไหปลาร้าด้านขวา ส่วนนัดที่สองทะลุเอวผ่านออกสีข้างด้านตรงข้าม
รพินทร์ถอดสร้อยคอให้ดารินใส่กันผี

วันที่14
ฝ่ายดารินตื่นขึ้นในเวลา 11 โมง
ก่อนตกเหวคณะเดินทางมุ่งตะวันออกเฉียงเหนือโดยตลอด
แงซายปรกฏตัวนำมาพบบุญคำที่ปีนต้นไม้หนีโขลงช้าง โดยเอาลูกทอยมาทิ้งไว้ให้ก่อน
รพินทร์ต้องตอกทอย(นี่คือการตอกทอยครั้งที่สาม ที่มีในเนื้อเรื่อง มีคำถามว่า รพินทร์ตอกทอยกี่ครั้งและใช้คาถาอะไรกำกับ....555)ขึ้นไปรับบุญคำลงมาจากต้นกระหร่างใหญ่
บุญคำเล่าว่าเมื่อคืนเห็นภาพเมืองโบราณ
ช่วงนั้นเป็นเวลาบ่ายคล้อย แล้วแงซายก็ปรากฏตัวแล้วนำต่อ ผ่านป่าโคก หุบเขา ไหล่เขา แล้วก็ทอดตามทางด้านลงไปสู่เบื้องต่ำตามลำดับ
บ่ายแก่ๆก็มาพบกับรอยงูยักษ์ ซากกำแพง และร่องรอยที่พักของไชยยันต์กับมาเรีย
บุญคำเก็บผ้ายันต์ของดีของมาเรียไว้ ( ดารินสงสัยว่าทำไมรอบเดือนของมาเรียจึงมาก่อนกำหนด)
ช่วงใกล้ค่ำก็พบต้นพริกยักษ์ และปะทะกับตะขาบยักษ์ที่ดงสัก ตะขาบตายไปหนึ่งตัว อีกตัวสะบักสะบอมเผ่นหนีไปช่วงเที่ยงคืนเล็กน้อย และที่นี่เองที่รพินทร์ใช้ท่อนไม้ทาเลือดประจำเดือนแทงค้างคาวยักษ์ หอกโมกศักดิ์หักติดอกค้างคาวไป

ในวันนี้เองที่ไชยยันต์กับมาเรียเดินๆหยุดๆเป็นเวลา 10 ชั่วโมง ก็ไม่พบวี่แววของเมืองโบราณ เย็นนั้นเองที่ถูกมียตรัยหลอกล่อให้ยิงกันเอง และนั่นเองเป็นที่เกิดวาทะ "ขอบคุณ ต่อฝีมืออันบรมห่วยของคุณ" ซึ่งนำมาออกข้อสอบในรายการแฟนพันธุ์แท้ ทั้งคู่พักแรมที่เนินปลวกเล็กๆลูกหนึ่ง

วันที่15
รุ่งขึ้น ทั้งคู่ออกเดินทางต่อ เกือบเที่ยงยิงหมีได้เนื้อสัตว์กิน ช่วงบ่ายก็มาพบสุสานนิทรานคร ในขณะที่ฝนกำลังตกหนักและทั้งคู่ก็ติดกับมันตรัยถูกขังตายไว้ในสุสานนั้น

้ ฝ่ายรพินทร์ตื่นมาก็มีอาหารมาวางไว้ให้ คือมันเสากับเห็ดโคน อภินันทนาการจากแงซาย หลังจากลงไปเก็บปืนที่ทำตกเมื่อคืนก็ตามรอยไชยยันต์ต่อ ได้กวางโจนมาเป็นอาหารจากฝีมือรพินทร์ (ใช้ปืน.22 แม็กนั่มของดาริน)ก่อนเที่ยงฝนตกหนัก ติดฝนอยู่ที่โพรงไม้ริมฝั่งธาร ช่วงบ่ายฝนหยุดตก รพินทร์พบปลอกกระสุนลูกซองของลูกหาบและก้นซิการ์ฮาวาน่าของเชษฐา

วันที่16
รุ่งขึ้นทั้งสามตื่น 9 โมงเช้า แล้วบ่ายสองโมงก็เจอร่องรอยพักแรมของเชษฐาซึ่งตั้งแค้มป์อยู่ 2 - 3 วัน พบหัวกระทิงด้วย ช่วงบ่ายคล้อยก็พบนิทรานครและโลงแก้วพันธุมวดี

เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน

ดารินถอนกริชออกจากคัมภีร์ วิญญาณต้องสาปได้รับการปลดปล่อย
พบกันพร้อมหน้าทุกคนมาช่วยไชยยันต์กับมาเรียออกจากสุสาน ด้วยการระเบิดปากถ้ำ
ระเบิดปราสาทพันธุมวดี
คืนนี้ดารินถอดพระเครื่องและไถ้ที่แขวนคอคืนให้รพินทร์
และคืนนี้เช่นกันที่รพินทร์ตกเป็นเหยื่อสมิงสาว ถูกรีดความเป็นชายออกมาจนเขื่อนแตก แต่เขาก็ฝากฝ่ามืออรหันต์ไว้ที่กลางอกของนางสมิงเช่นกัน
กลางดึก ดารินหายตัว ไม่มีอาวุธใดๆติดตัวไป
ต่อรองกับมันตรับ จะนำคัมภีร์อุบาทว์ไปวางไว้ที่ซากปราสาทพันธุมวดีก่อนตะวันตกดินเป็นการแลกเปลี่ยนกัน

วันที่17
นำคัมภีร์ไปวางพร้อมดักซุ่ม
ช่วงบ่ายวรมันต์พาดารินมาส่งถึงแคมป์
แผนการณ์เปลี่ยน ไชยยันต์เอาระเบิดผูกคอเสือ ถ้าเสือขยับก็จะระเบิดทันที
ตกดึกรพินทร์กับคะหยิ่นไล่ปล้ำกับมันตรัย
มันตรัยหนีขึ้นหน้าผาเจดีย์

วันที่18
รุ่งเช้า รพินทร์ปีนขึ้นไปจับตัวมันตรัย มันตรัยถูกปืนอาคมของเชษฐา วิญญาณออกจากร่างไปเข้าเสือโคร่งดำ
อวสานเสือโคร่งดำมาถึง
ญาปณกิจมันตรัยพร้อมทั้งคำภีร์และกริช ต้องใช้ของดีของมาเรียช่วยจึงไหม้ได้ "ขอบคุณพระผู้เป็นเจ้าที่ประทานสิ่งนี้มาให้กับเรา อาเมน !!" วาทะของไชยยันต์นะครับ
ดารินหลับและฝันเห็นประวัตินิทรานคร
ไชยยันต์ละเมอใส่รพินทร์ "เมย์ ยู อาร์ เวรี่ ไท๊ท์ ! ! ค์ว็อท อะ แดม กู๊ด ! !" (แปลว่าอะไรก่อหม่ายรุ๊)
รพินทร์เล่าเรื่องมาเรียไล่ปล้ำเมื่อคราวที่เคยนำทางให้สองผัวเมีย แล้วโดนมาเรียยิงหมวก ! (โดนผู้หญิงยิงหมวกบ่อยนะผู้ชายคนนี้)
ดารินเร่งเร้าให้ไปตามแงซาย แต่คนอื่นไม่เห็นด้วย ก็เลยได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับ สมิง สาง สางห่า

วันที่19
แงซายโดนแมลงมุมหกขากัด ที่แข้งข้างขวาเหนือข้อเท้า ส่างปาช่วยถอนพิษ วันนี้จึงไม่ได้เดินทางไปไหน
ช่วงเย็นได้เนื้อสมันที่คะหยิ่นกับส่างปาขโมยจากเสือ
คะหยิ่น บุญคำ ส่างปาไปเอาเนื้อสมันที่เหลือ ก็ปะทะกับช้างโบราณ ไดโนเทเรี่ยม
ช่วงค่ำหลังอาหาร ได้เอาแผนที่เดินทางมาพิจารณา พิจารณาปริศนา "ปิ่นพระศิวะฉายแสงเรืองรองเมื่อใด ถันพระอุมาจะปรากฏ" ในคืน 5 ค่ำเดือน12
วันนี้เองที่ไชยยันต์งัดสมุดไดอารี่ออกมายืนยันวันที่ วันนี้คือวันอาทิตย์ที่ 11 ตุลาคม ( ขึ้น11 ค่ำ เดือน 11 ) และวันขึ้น 5 ค่ำ เดือน 12 คือวันอังคารที่ 3 พฤศจิกายน
รพินทร์บอกขณะนี้ผ่านเขตเหนือสุดของรัฐว้าแล้ว
คืนนี้ที่ไชยยันต์ล่มปากอ่าว

วันที่20 (วันจันทร์ที่ 12 ตุลาคม)
ช่วงเช้ารพินทร์อารมณ์เสียกับดารินเพราะเข้าใจผิดคิดว่าดารินบอกแงซายเรื่องปิ่นศิวะ
แต่พอคล้อยหลังไม่ถึงชั่วโมง รพินทร์ก็จู๋จี๋กับดาริน มีรายการขโมยปลาด้วย
นายจ้างทั้งสามกับรพินทร์และแงซายไปตรวจซากไดโนเทเรี่ยม พบปัญหาใหญ่ เพราะมีสัตว์ใหญ่กว่ามากินซาก
มาเรียชวนดารินอาบน้ำที่ลำธาร บุญคำกับรพินทร์ช่วยยิงเสือเขี้ยวดาบ และแงซายก็ช่วยชีวิตรพินทร์โดยยิงเสือเขี้ยวดาบอีกตัวที่กำลังจะกระโจนใส่รพินทร์กับบุญคำ
แงซายทำธนูติดระเบิดทีเอ็นที
บุญคำยุให้รพินทร์จัดการมาเรีย (จึ๊กเดียวเท่านั้น แล้วดีเอง) พอไปหาแงซายที่กำลังทำธนู แงซายก็ยุอีก (ให้เธอสมหวัง สมความต้องการเพียงครั้งเดียว ทุกสิ่งทุกอย่างจะเรียบร้อยลงด้วยดี) นี่หรือเปล่าที่เป็นเหตุให้รพินทร์อึ๊บมาเรียในถ้ำ ในไม่กี่วันต่อมา........แล้วลูกมาเรีย...ใครเป็นพ่อหว่า??
คืนนี้มีรายการตบ 3 รายการ ครั้งแรก มาเรียไปหาแงซาย แต่แงซายไม่เล่นด้วยเลยโดนไปฉาดแรก ต่อมากลางดึกไชยยันต์ออกอุบายปล้ำมาเรีย ไชยยันต์ก็โดนมาเรียตบหนึ่งฉาด ก่อนที่ไชยยันต์จะสกัมมาเรีย ทั้งตบทั้งอึ๊บ จนกรรมการต้องมาแยก.....จุดนี้เองที่หลายท่านคาดว่า ไพรวัลย์น่าจะเป็นลูกของไชยยันต์....จริงหรือเปล่า?? (ถ้าวันนี้เป็นวันที่ 12 ตุลาคม มาเรียก็เป็นประจำเดือนวันที่ 6 ตุลาคม ถ้าคำนวณวันกำหนดคลอดตามความรู้ทางการแพทย์ในยุคนั้น เด็กก็จะคลอดวันที่ 13 กรกฏาคมในปีต่อมา)

วันที่21 (วันอังคารที่ 13 ตุลาคม)
เสียงไทรันร้องทักทายมาแต่ไกลตอนใกล้รุ่ง อุณหภูมิ 6 องศา หมอกลงจัด
เดินทางต่อมุ่งเขาเกือกม้าซึ่งอยู่ทางตะวันออกของนิทรานคร
พบแรดอาร์สินิยตัวแรก ตัวนี้ตายด้วยฝีมือไชยยันต์ ปืน .600 ไนโตรเอ็กเพรส
รพินทร์ยิงกวางดาวได้ ด้วยปืน .30-06 เป็นสะเบียง
ในป่าหินใกล้เขาเกือกม้า พบใบตะบองเพชรถูกรอยมีดเฉือน คาดว่าน่าจะเป็นฝีมือของคนหาย นี่เป็นครั้งที่ 4 ที่พบร่องรอย นับออกจากหล่มช้าง
เสือเขี้ยวดาบกระโจนใส่ส่างปา แงซายเป็นคนยิงด้วยปืน .375 สองนัด
จากเขาเกือกม้ามุ่งทะเลสาบมรณะต้องเดินขึ้นเหนือเยื้องไปทางตะวันตก 20 องศา
ยามโพล้เพล้พบร่องรอยอนุชาและหนานอิน นี่เป็นครั้งที่ 5 สิ่งที่พบคือ กระโหลกเสือเขี้ยวดาบที่โดนกระสุนปืนพบโดยรพินทร์ มาเรียพบกระสุน .450 ไนโตร (ปลอกที่ 2 ) เส่ยกับเกิดพบปลอกกระสุนปืนลูกซองเบอร์ 12 สองปลอก (แบบกรังด์ปรีซ์ ทำด้วยกระดาษ เป็นรุ่นเก่าของอีลีย์ เป็นปลอกที่ 1 - 2 )
ในดงแคคตัสนี้เองทีรพินทร์พบร่องรอยของนายชดจึงบุกเข้ามาแทนที่จะหยุดที่ป่าหิน ร่องรอยที่ว่าก็คือ กิ่งกระบองเพชรที่ถูกรอยมีดตัดไว้ (นี่คือการพบร่องรอยครั้งที่ 6)
ออกจากดงเถาวัลย์ได้ แงซายได้กินขนมเปี๊ยะหนึ่งฉาดจากดาริน และนี่คือตบเดียวของแงซายที่โดนจากดาริน
ช่วงค่ำปะทะไทรัน เพราะส่างปาทำปืนลั่น
รพินทร์สลบติดในถ้ำมีดาริน เกิด จัน รวม 4คน ช่วงนี้แหละที่รพินทร์กับดารินบอกรักกัน
ในอีกฟากหนึ่งมาเรียกับไชยยันต์อีกคู่ที่ตกลงจะอยู่ร่วมกันฉันสามีภรรยา ทั้งๆที่ไม่มีต้นเสน่ห์จันทร์ส่งกลิ่น
ดารินยิงตาซ้ายของไทรันด้วย .300
คืนนี้พักที่ป่าหิน

วันที่22 (วันพุธที่ 14 ตุลาคม)
ระหว่างทางออกหาน้ำเจอแอ่งน้ำแต่ใช้ไม่ได้เพราะเจ้าไทรันขวางอยู่ที่นั่น
มาเรียบ้าเลือดวิ่งหาไทรัน รพินทร์ก็เลยต้องวิ่งตามไปช่วย จวนเจียนโดนไดโนเสาร์คาบ ก็เกิดแผ่นดินไหว (อะไรจะบังเอิญเป็นนิยายเช่นนั้น....ฮา)
รพินทร์กับมาเรียติดในถ้ำ และในถ้ำนี้เองที่รพินทร์เสียตัวให้มาเรียจนได้ (ไชยยันต์ยังสงสัยในตอนหลังว่าใครข่มขืนใคร หรือสมยอมทั้งคู่ แต่แกก็ไม่ยักสงสัยว่าที่มาเรียท้องหนะ ท้องกับใครแฮะ)

วันที่23 (วันพฤหัสบดีที่ 15 ตุลาคม)
ตื่น 10 โมงเช้าปีนขึ้นทางปล่องเจอรังนกโกลเด้น อีเกิ้ล
แงซายตอกทอยขึ้นมาช่วย (สงสัยรพินทร์เข่าอ่อนปีนลงไม่ไหว...คุณว่าไหม) และนี่คือการตอกทอยครั้งที่4ในท้องเรื่อง (ครั้งแรกออกจากห้วยแม่เลิง ครั้งที่สองแลกตัวประกันที่หมู่บ้านสางเขียว ครั้งที่ 3 รพินทร์ตอกทอยไปช่วยบุญคำลงจากต้นกระหร่าง)
พักที่โอเอซีส ตกดึกไทรันย่องเข้ามา แต่ก็กระสากลิ่นควันไฟจึงถอยหนี
คืนนี้ที่รพินทร์จับไข้สั่นอีกครั้ง นับเป็นครั้งที่ 3 (ครั้งแรกที่หล่มช้าง ครั้งที่สองที่ดงสางเขียว) และเป็นการสั่นครั้งสุดท้ายของการเดินทางครั้งนี้

วันที่24 (วันศุกรที่ 16 ตุลาคม แรม 1 ค่ำ เดือน 11)
เช้ามืดแงซายยิงกวางด้วยธนูที่ไม่ได้ติดระเบิด
คะหยิ่นออกไปปลดทุกข์ เจอหลักฐานอนุชา นี่คือการพบร่องรอยของคนหาย ครั้งที่ 7
หลักฐานที่ว่าคือ รอยมีดที่สลักบนซากเก่าแก่ของต้นปาล์ม ข้อความว่า "เกาะแห่งชีวิต - อนุชา วราฤทธิ์ - หนานอิน 30/9/25..."
เกือบโพล้เพล้ก็ถึงป่าหินใกล้ๆช่องเขาขาด
เห็นไทรันนอนขวางอยู่ที่ช่องเขาขาดซึ่งอยู่ห่างออกไปราว 2.5 - 3 กิโลเมตร

เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน


ตั้งแค้มพักที่ป่าหินตรงนี้น กลางคืนฝนตกหนัก ตัวแทร็คโคด่อนคู่หนึ่งออกหากิน เดินไปที่ช่องเขาขาด ถูกไทรันขย้ำ

วันที่25 (วันเสาร์ที่ 17 ตุลาคม แรม 2 ค่ำ เดือน 11)
วางแผนพิชิตไทรัน โดยแยกกันออกสองฝ่าย ฝ่ายหนึ่งล่อ อีกฝ่ายซุ่มรอเพื่อยิงธนูติดระเบิด
รพินทร์ยิงตาขวาด้วย .458 ทำให้มันตาบอด 2 ข้าง (ตาซ้ายดารินยิงบอดไว้แล้วก่อนหน้านั้น)
เชษฐาเป็นคนยิงธนู โดยแงซายจุดชนวน ดอกแรกโดนที่ซอกรักแร้ ตรงขาหน้าเบื้องซ้าย ดอกที่สองโดนที่ก้านคอเยื้องมาทางด้านหน้า อวสานของไอ้ยักษ์ก็มาถึง (นี่คือการใช้ธนูติดระเบิดครั้งที่ 5 ....3 ดอก)
มาเรียสบักสะบอมมาก จึงพักที่นี่อีกหนึ่งคืน
คืนนี้ที่แงซายเล่าเรื่องมรกตนครให้รพินทร์ฟัง

วันที่26 (วันอาทิตย์ที่ 18 ตุลาคม แรม 3 ค่ำ เดือน 11)
มุ่งช่องเขาขาด ลงขอบทะเลสาบมรณะ
มีเสียงบรอนโตเซารัส
ผจญเทอราโนดอน (เทโรซอร์) กระสุนนัดแรกเป็นของมาเรีย .375
เลาะขอบทะเลสาบไปทางตะวันออก เพื่ออ้อมไปทิวเขาปีกครุฑ
พบแรดอาร์สินอยสองตัว แต่ไม่ได้ยิง
บ่ายโมงถึงด้านตะวันออกเฉียงใต้ของขอบทะเลสาบ
พบบึงมรณะที่มีพืชกินคน พบกระโหลกสองหัวในตัวพืชที่ลากขึ้นมา เป็นกระโหลกของชนเผ่าเอเชียตะวันออกไกล คนหนึ่งหนุ่มฉกรรจ์วัยประมาณ 30 ปี อีกคนวัยสูงอายุ ประมาณ 55ถึง60ปี ตายมาแล้วราว 2 ปี
รพินทร์พบปลอกกระสุนปืน .450 ของอนุชาทางฝั่งขามา
ส่วนแงซายพบปลอกกระสุน .450 และปลอกลูกซองของหนานอินทางฝั่งนี้ (ตอนนี้มีปลอกกระสุน .450 จำนวน4 ปลอกและปลอกลูกซอง 3 ปลอก) นี่คือการพบร่องรอยครั้งที่ 8
พักที่เนินหินทางด้านตะวันออกของทะเลสาบ สร้างกระท่อมกันฝน มีไม้หนามมุงรอบกันค้างตาวผี เทอโรแดคทีรอยด์
โป่งค่างบนต้นกระบากโดนรพินทร์สอยร่วงลงมาด้วย .458
กลับมาก็พบว่าสัมภาระและอุปกรณ์เดินทางหายไป
ปืนที่ยังอยู่เป็น ไรเฟิล 6 กระบอก คือ .375 แม็กฯของมาเรียและแงซายคนละกระบอก .460 เวฯแม็กฯของเชษฐา .600 ไนโตรของไชยยันต์ .300ของดาริน และ .458 ของรพินทร์ รวม 6 กระบอก ส่วนปืนสั้นติดตัว ก็มีของ เชษฐา ไชยยีนต์ ดาริน ที่ติดเอวอยู่ รวม 3 กระบอก มีกระสุนรวมกัน ราว 90 นัด
ส่วนปืนที่ถูกขโมยไปพร้อมสัมภาระคือ .375 แม็กฯของบุญคำ 30-06 ของเกิดและเส่ยคนละกระบอก ลูกซองห้านัดแบบกึ่งอัตโนมัติที่จันถือกับแบบปั๊มแอคชั่นของคะหยิ่น (รวม5กระบอก)โดยไม่นับปืนสั้นของรพินทร์กับมาเรีย และลูกกรดสั้นของดารินที่ติดในย่าม
คืนนี้คณะเดินทางถูกลิงปลดอาวุธ ควบคุมไว้ในกระท่อม เป็นเชลยลิง

วันที่27 (วันจันทร์ที่ 19 ตุลาคม แรม 4 ค่ำ เดือน 11)
รุ่งเช้า ลิงยักษ์เอาเสบียงมาให้ เป็นสมันหนุ่ม
กินกันเสร็จ พวกลิงก็รื้อกระท่อม กวาดต้อนเชลยมนุษญ์ให้ออกเดินทาง
บ่ายแก่ๆก็ถึงเมืองลิง
ดารินช่วยรักษาบาดแผลของวายาที่ถูกตัวสามเขาขวิดเมื่อสองวันก่อน
ฤาษีโกฑัญญะช่วยทำสะพานภาษาให้คนกับลิงสื่อสารกันได้
จึงทราบว่าวายาฆ่าตัวสามเขาได้หนึ่งตัว แต่บริวาร 7 ตัวก็ตายไปและวายาไส้ไหล
เมื่อสื่อสารกันรู้เรื่องจึงได้รับทราบเรื่องราวของอนุชา และหนานอินว่าถูกงูกัดและหิวโหย วายาช่วยไว้ พวกนั้นพักที่นี่ 10 วัน อนุชาให้มีดกีบวายาไว้เป็นที่ระลึก นี่คือการพบหลักฐานครั้งที่ 9 ของอนุชาและหนานอิน

คืนนี้ที่แงซาย รพินทร์และดารินออกล่าตัวสามเขา แงซายถูกหินทับแต่มุดออกทางรูตัวตุ่นได้ ฤาษีบอกให้ไปช่วยรพินทร์ที่ถูก ไอ้หกขากัด

วันที่28 (วันอังคารที่ 20 ตุลาคม แรม 5 ค่ำ เดือน 11)
รพิทร์ตื่นมาตอนบ่ายโมง รับทราบเรื่องราวทั้งหมดว่าแงซายรอดมาได้อย่างไร และมาช่วยตัวเองอย่างไร แล้วก็หลับต่อ
ช่วงบ่ายคณะนายจ้างและลูกหาบไปนมัสการฤาษี แต่ไชยยันต์ไม่ไป แต่งงานกับมาเรียที่ลำธารตั้ง 2 ชั่วโมง (บุญคำมาเล่าให้รพินทร์ฟัง)
(นี่ก็ยังอยู่ในระยะตั้งครรภ์ได้ ถ้า...ก่อนหน้านั้นรอดมาได้)

มีเรื่องสับสนเกี่ยวกับระยะเวลา
ผู้ประพันธ์บอกว่า นับจากพรุ่งนี้เหลืออีก 9 วัน

เพื่อให้ตรงกับวันของผู้ประพันธ์ ซึ่งหายไป 3 วัน
จึงขอยึดถือวันของผู้ประพันธ์ไปก่อน คือบวกไป 3 วัน

วันที่32 (วันเสาร์ที่ 24 ตุลาคม แรม 9 ค่ำ เดือน 11)
กราบลาฤาษีโกฑัญญะ ฤกษ์เดินทางคือ 9.00 น.
ดารินมอบกระจกเงาให้วายาเป็นที่ระลึก.
ใช้เวลาเดินทาง 4 ชั่วโมง ก็พบแอ่งการเวกอย่างง่ายดาย
เจอพายุลูกเห็บ จึงทราบว่าบริเวณนี้เขาเรียกทุ่งลมกรด ต้องพักอยู่ในโพรงหมาป่า
เส่ยกับส่างปา เป็นตะคริว ได้ยาร้อนบุญคำช่วยไว้ได้
พบโอเอซีสที่เป็นป่าเกิดใหม่ไม่เกิน 300 ปี
แงซายบอกอ่านภาษาพม่าโบราณออก และนี่เป็นครั้งแรกที่แงซายได้เห็นและอ่านลายแทงตัวจริงที่เป็นภาษาพม่าโบราณ จึงทราบว่าขี้เหล้าที่แปลให้รพินทร์แปลตกหล่น
คืนนี้ที่มาเรียโอกอาก

วันที่33 (วันอาทิตย์ ที่ 25 ตุลาคม แรม 10 ค่ำ เดือน 11)
ไชยยันต์สารภาพ ยอมรับเด็กในท้องมาเรียเป็นลูกตน
เที่ยงแล้วยังหาช่องประตูผาไม่เจอ
ความสำคัญของช่องประตูผาคือ ช่องประตูผาเป็นจุดเริ่มต้นไปหาหลุมอุกาบาตที่หนึ่ง โดยเดินไปทาง ตะวันตกเฉียงเหนือ ระยะทาง 5 - 6 ชั่วโมง
วันนี้ที่รพินทร์ให้แงซายถือลายแทงตัวจริงชั่วคราว
รพินทร์ออกอุบายแยกเดี่ยวไปหาช่องประตูผา
เย็นแล้วรพินทร์ยังไม่กลับมา เชษฐากับแงซายออกตาม

วันที่34 (วันจันทร์ ที่ 26 ตุลาคม แรม 11 ค่ำ เดือน 11)
รุ่งเช้ารพินทร์กลับมาคนเดียว
ไชยยันต์ยิงกระสุนส่องวิถี เป็นกระสุนหัวแดง ใช้ปืน .30-06 ของเกิด
เมื่อรับทราบเรื่องราว รพินทร์ก็ต้องย้อนกลับไปช่องประตูผา แต่แล้วก็พบว่า แงซายกับเชษฐาปลอดภัยจากดงว่านมหาภัย ซ้ำยังพาเชษฐาล่วงหน้าไปหลุมอุกาบาตที่หนึ่งแล้วด้วย
บ่ายโมงครึ่งก็บรรลุถึงหลุมอุกาบาตที่หนึ่ง
แล้วก็พบว่าจริงๆแล้ว แงซายไม่ได้ทรยศ แต่เป็นเชษฐาเองที่ให้นำมาก่อน ทั้งๆที่แงซายทักท้วงแล้ว (สองเพื่อนตายเกือบฆ่ากันตายเพราะอาการเครียดและโรคประสาทของพระเอกเรา)
เชษฐายิงกวางได้ ย่างกินแล้วนอนพัก
14.30 น. ฝนทำท่าจะตก ก็เลยต้องย้ายมานอนในโพรงถ้ำที่อยู่ใต้ขอบเหวลงมา
รพินทร์มอบลายแทงให้แงซายถือตลอดไป (ที่หลุมอุกาบาตที่ 1 )ก่อนฝนตกเล็กน้อย
พบเหมืองทองที่พระเจ้าล้อเล่น
ตกดึก มาเรียแอบย่องมาหาบุญคำออกอุบายจะขอยาร้อน แต่รพินทร์ออกมาขวาง และหว่านล้อมจนมาเรียยอมเก็บลูกไว้ และยอมรับไชยยันต์เป็นพ่อเด็ก
แงซายบอกรพินทร์ว่าอาจต้องแยกตัวที่เนินพระจันทร์และเล่าเรื่องที่มาของตนเองว่าต้องกลับไปเพื่อทำหน้าที่ "ทศพิธราชธรรม"

วันที่35 (วันอังคาร ที่ 27 ตุลาคม แรม 12 ค่ำ เดือน 11)
ออกเดินทางต่อ
ก่อนค่ำพบหลุมอุกาบาตที่สอง ทุกคนหลับเป็นตาย

วันที่36 (วันพุธ ที่ 28 ตุลาคม แรม 13 ค่ำ เดือน 11)
เสบียงจากเขานิลกาญจน์หมด เดินทั้งวันไม่พบสัตว์อะไรเลย
แต่แล้วรพินทร์ก็ยิงสัตว์ชนิดหนึ่งได้ ลักษณะคล้ายแกะหรือแพะ

วันที่37 (วันพฤหัส ที่ 29 ตุลาคม แรม 14 ค่ำ เดือน 11)
ช่วงตะวันกำลังลับฟ้า มาถึงป่าหินและภูเขาเตี้ยๆ อันเป็นบริเวณเชิงทิว
ฝนตกหนัก แงซายต้องยิงธนูติดระเบิดเพื่อเปิดโพรงถ้ำ เพื่ออาศัยหลบพายุฝน (นี่คือการใช้ธนูติดระเบิดครั้งที่ 6 ... หนึ่งดอก)
ตกดึกทุกคนหิวและหนาวจนต้องพึ่งยาร้อนบุญคำ (ยกเว้นมาเรีย)

วันที่38 (วันศุกร ที่ 30 ตุลาคม ขึ้น 1 ค่ำ เดือน 12)
พบหลุมอุกาบาตที่ 3
ไชยยันต์บอกวันนี้ คือวันศุกร์ที่ 30 ตุลาคม ขึ้นหนึ่งค่ำ วันขึ้น 5 ค่ำ เดือนพฤศจิกายน ตรงกับวันอังคารที่ 3 นับจากวันนี้ไปก็เหลืออยู่อีก 4 วันครึ่ง (ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8206-8207)
เดินทางต่อ คะหยิ่นพบแหล่งนอนที่เป็นบ่อน้ำร้อน
คืนนี้เป็นคืนแรกที่หิมะตกบนเขาพระศิวะ
รพินทร์ยิงหมีตัวโต9ฟุตได้ เอาหนังกับน้ำมันมาใช้ประโยชน์

วันที่39 (วันเสาร์ ที่ 31 ตุลาคม ขึ้น 2 ค่ำ เดือน 12)
ทุกคนตื่นมาชื่นชมกับธรรมชาติที่ตระการตาของเทือกเขาพระศิวะ
การเดินทางเริ่มขึ้นในช่วงสายๆ
เดินทางได้ไม่เท่าไหร่ ดารินก็เป็นง่อย จากโรคเก่า รูมาตอยด์
ช่วงนี้เองที่รพินทร์พบร่องรอยของอนุชาและหนานอิน นี่คือการพบร่องรอยครั้งที่ 10 พบที่พักนอนของทั้งคู่พร้อมกับกระสุน .450 ของอนุชาและปลอกกระสุนลูกซองของหนานอิน (ของอีเลย์ รุ่นเก่า ชนิดปลอกกระดาษ บรรจุลูกปราย แบบเอสจี ความยาว 2.5 นิ้ว ใช้งานไม่ได้เพราะบวมจากความชื้น) (รวมปลอกกระสุนที่เก็บได้ .450 นับได้ 5 ปลอกและ ลูกซอง 4 ปลอก)
แงซายยิงสัตว์ประเภทเลียงผา(ผสมแกะภูเขา)ได้ ใช้น้ำมันของมันผสมกับรากไม้บางชนิดเคี่ยวให้เข้ากัน สามารถรักษาโรคอันเกิดจากไขข้อทุกชนิด (โดยต้องกินดีของมันด้วย)
ตอนค่ำมาเรียเป็นคนชโลมน้ำมันและนวดให้ดาริน อาการดารินดีขึ้นอย่างมาก

วันที่ 40 (วันอาทิตย์ ที่ 1 พฤศจิกายน ขึ้น3 ค่ำ เดือน 12)
รุ่งเช้า ดารินหายเป็นปกติ ออกเดินทางได้

เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน

ทุกคนยกเว้นมาเรียต้องพึงยาร้อนบุญคำอีก
รพินทร์ยิงกวางเป็นอาหารเที่ยง
บรรลุถึงบริเวณเนินจันทร์ ช่วงบ่ายของวันอาทิตย์ที่ 1 พ.ย

วันที่41 (วันจันทร์ ที่ 2 พฤศจิกายน ขึ้น4 ค่ำ เดือน 12)
เกิดยิงกวางได้ตอนหัวรุ่ง
ช่วงสายได้ออกสำรวจพื้นที่ และตรวจหาร่องรอยคนหาย โดยแบ่งเป็น 4 สายดังนี้

สายเหนือ มีเชษฐา ดาริน รพินทร์
สายใต้ มีไชยยันต์ เมย์ แงซาย
สายตะวันออก มีบุญคำ เกิด ส่างปา
สายตะวันตก มีจัน คะหยิ่น เส่ย

ปะทะฝูงหมาป่า มีบาดเจ็บสองคน ไชยยันต์กับจัน
แงซายยิงธนูติดระเบิด ไล่ฝูงหมาหนีไปหมด
(นี่เป็นการใช้ธนูติดระเบิดครั้งที่ 7 ....หนึ่งดอก)
แงซายพบหลักฐานการมาถึงเนินพระจันทร์ของคนสาปสูญ คือที่พักนอนและรอยก่อไฟในหลุมอุกาบาต (นี่คือการพบหลังฐานครั้งที่ 11 และเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนไต่ถันพระอุมา)
แรดอาร์สินอยถูกฝูงหมาป่ารุมทึ้ง (มีการกล่าวถึงแรดอาร์สินอย4ครั้ง)
ตกกลางคืน ฝีปอบอาละวาด

วันที่42 (วันอังคาร ที่ 3 พฤศจิกายน ขึ้น5 ค่ำ เดือน 12)
วันนี้แล้วซินะ ปิ่นพระศิวะจะฉายแสง แล้วถันพระอุมาจะปรากฏ
กลางวันออกตรวจตราไปทุกที่ ก็ไม่เกิดปัญญาใดๆให้ตีปริศนาลายแทงได้
พอตกเย็นก็กินอาหาร เก็บสัมภาระเตรียมออกเดินทาง มาพักรอที่เนินพระจันทร์ท่ามกลางความหนาวเหน็บจนต้องอาศัยยาร้อนของบุญคำช่วย
และแล้วเมื่อพระจันทร์เสี้ยวของคืน5ค่ำแตะเขาศิวะเทพ ปรากฏการณ์ก็สว่างไสว ถันพระอุมาก็ปรากฏ เป็นเวลา 12 นาที 35 วินาที
เวลา 03.25 น. พักที่เวิ้งถ้ำเล็กๆ (ถ้ำเล็กๆทางด้านเหนือของเต้านมด้านใต้สุดของภูเขาสองลูก)
เจ้าของลายแทงมาเข้าฝันดาริน แล้วก็พบโครงกระดูกของเจ้าของลายแทงในถ้ำนั้นเอง

ช่วงที่4 ของปูมเดินทาง
(นับจากวันแรกที่เหยียบหัวถนนพระศิวะจนออกจากมรกตนคร)

วันที่ 1 (วันพุธ ที่ 4 พฤศจิกายน ขึ้น6 ค่ำ เดือน 12)
ตื่นเที่ยง (เวลาในมรกตนครช้ากว่าเวลาจริง 7 ชั่วโมง)
ไม่มีอาหารรองท้อง ต้องใช้อาหารแก้หิวของดาริน
3 ชั่วโมงเศษของการไต่เขา ก็พบพระศิวะแอดเวนิว
ทันทีที่เหยียบหัวถนน นาฬิกาของเชษฐาก็หยุดเดิน เวลา 15.35 น.กับ 22 วินาทีของวันที่ 4 พฤศจิกายน
นอกจากนาฬิกาหยุดเดิน เข็มทิศก็ชี้ผิดทิศด้วย แต่แก็ปกระสุนปืนยังทำงาน (.375 จากมือดาริน)
เดินตามถนนี่ลาดต่ำลงมาราว 4 ชั่วโมงเศษทุกคนก็เหนื่อยล้า เป็นมาเรียที่สังเกตเห็นเงาตะวันว่าเพิ่งเที่ยงหรือเลยเที่ยง
ทุกคนหยุดพักใต้ร่มต้นไม้ข้างลำธาร จับปลามาย่างกินแล้วทุกคนก็หลับเป็นตายจนเกือบรุ่งเข้า

วันที่ 2 (วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน ขึ้น7 ค่ำ เดือน 12)
ใกล้รุ่ง ทุกคนตื่นมาพร้อมกับการรับทราบว่า อาวุธปืนและยุทธปัจจัยหายไปพร้อมแงซาย
ฟ้าสางกองทัพของมรกตนครจับคนต่างถิ่นเป็นเชลย
รพินทร์สำแดงเดชด้วยปืนสั้นยิงม้าของรหัสยะตาย(ม้าสีดำนะครับ..จำไว้แม่นๆ) อำนาจต่อรองจึงเกิดขึ้น โดยไม่ต้องถูกพันธนาการ แต่ให้เดินรวมกลุ่มไปในแวดล้อมของทหาร
สองข้างทางเห็นพืชไร่ของมรกตนคร เช่นข้าวฟ่าง ข้างโพด ข้าวสาลี ไร่ฝ้าย ดงกล้วย
ระยะทางจากสามแยกไปเมืองมรกตใช้เวลาเดิน ครึ่งวัน แต่ไปปราสาทอุมาเทวีใช้เวลาเดินหนึ่งวัน (เชษฐาคาดระยะทาง 20 - 25 กิโลเมตร)
หลังพักเที่ยงออกเดินทางต่อ กุตะมะโดนธนูอาบยาพิษ ชาวต่างถิ่นจึงมีโอกาสรักษากุตะมะเพราะไม่มีหมอหลวงมาด้วย
รักษากุตะมะแล้ว ยังช่วยรักษานักโทษ 6 คน (หัวหน้าที่ถูกฆ่าชื่อวายุ คนที่ยังอยู่ชื่อสุกรี)และได้ข่าวเกี่ยวกับมรกตนครและข่าวคนหาย
กลางดึกเมยานีลูกสาวอรชุนตีปล้นค่ายชิงตัวนักโทษทั้ง6หนีไปได้ พร้อมกับมาดูตัวคณะเดินทางทั้ง 11 คน

วันที่ 3 (วันศุกร ที่ 6 พฤศจิกายน ขึ้น8 ค่ำ เดือน 12)
วันนี้กุตะมะเดินทางด้วยเกวียน และดารินได้เกวียนมาบรรทุกสัมภาระ
ระหว่างเดินทางก็ได้ตะล่อมถามกุตะมะถึงเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น
ได้ทราบว่าวิษณุพรหมานารถตายด้วยธนูของของสิงหรา
แงซายส่งสัญญาณมอร์สจาก "ประตูปิศาจ" บอกว่าจะช่วย 2 คนหายก่อนและให้ยอมรับว่ามากัน 12 คน
ปู่ของแงซายชื่อ สวามิสนารายณ์
ถึงตัวเมืองตอนย่ำค่ำ ไม่สามารถเข้าเมืองได้จึงต้องพักนอกเมืองอีกคืน (ส่วนรหัสยะและกุตะมะเข้าไปพักในเมือง)
ดารินวางยาสลบ พรรคพวก8 คนแล้วก็รมยาสลบทหารยาม หนีออกนอกกองทัพเพื่อสำรวจลู่ทาง
ถูกเมยานีสกัดไว้ไม่ให้ออกไปด้วยเกรงอันตราย
เมยานีเล่าเรื่องของตนเองและจักราช (รวมทั้งlovesceneของตัวเองกับจักราชด้วย)

วันที่ 4 (วันเสาร์ ที่ 7 พฤศจิกายน ขึ้น9 ค่ำ เดือน 12)
รุ่งเช้ารหัสยะเต้นผางจนหนวดกระดิกเมื่อทราบว่ากองทัพโดนกองโจรเหยียบจมูก
ถูกนำตัวมารอที่สนามชัยจนเที่ยง
ได้เข้าเฝ้ากษัตริย์สิงหราในช่วงบ่าย
หลงกลฝ่ายสิงหรา ถูกหลอกลงไปในคุกใต้ดินโดยมีกุตะมะเป็นตัวประกันลงไปด้วย
ผู้คุม 3 คนถูกเชษฐายิงด้วย .22 แม็กนั่ม คนแรกเจาะเข้าดั้งจมูกทะลุออกศีรษะเบื้องหลัง คนที่สองโดนที่หัวเข่า คนสุดท้ายโดนที่หัวไหล่
ได้มีการซักไซ้สอบถามเกี่ยวกับข้อสงสัยของแต่ละฝ่าย
นายชดเคยช่วยหนานอินจากการถูกช้างเหยียบ
เที่ยงคืนเศษ สุกรีกับพวกอีก5คนและเมยานีมุดทางลับใต้ดินมาขึ้นที่คุกที่ทุกคนติดอยู่ (ทางลับนี้มีไม่กี่คนที่รู้) อันเนื่องมาจากกุตะมะได้ติดต่อประสานงานกับอรชุนก่อนแล้ว
ทางลับนี้ เป็นเส้นทางที่กุตะมะเคยเปิดให้เกษราเทวีพาราชโอรสหนีในคราวนั้น
ตอนออกจากคุกมีทั้งหมด 25 คน (11 + 2 + 1+ 4 + 6 + 1)
เมื่อออกเดินทางจากมรกตนครมุ่งเขาวงพระจันทร์มีทั้งหมด 35 คน (11 + 2 + 1+ 4 + 6 + 1 + 10)

วันที่ 5 (วันอาทิตย์ ที่ 8 พฤศจิกายน ขึ้น10 ค่ำ เดือน 12)
ฟ้าสางก็ถึงหุบเขาวงพระจันทร์อันเป็นที่ตั้งชั่วคราวของกองบัญชาการของกองทัพประชาชน
ทั้งหมดถูกนำไปที่ถ้ำเหมราช จักราชรออยู่ที่นั่น
อาหารเด็ดที่จักราชเตรียมไว้ให้คือลูกแกะอบเครื่องเทศ
จักราชชูมือแล้วแบมือให้ทุกคนเห็นเส้นลายมือที่เป็นรูปกงจักร
แล้วทุกคนก็ร่วมรับประทานอาหาร (13 + 1 + 1 + 2 + 4)
เช้าถึงเที่ยงนั้นเองที่แงซายออกรบเคียงคู่กองทัพประชาชน
แงซายเล่าว่า โกฑัญญะ เป็นอาจารย์ของอัศวเทพภิกขุซึ่งเป็นอาจารย์ของหลวงปู่ของแงซาย
ช่วงเย็นทุกคนตื่นมาเพาะเสียงม้าศึกหน้าถ้ำ หลังอาหารค่ำก้สางแผนทำศึกพรุ่งนี้
เมยานีโชว์เพลงดาบดับเทียน 19 เล่ม ( 1 - 4 - 6 - 8)

(ถ้าจะใช้ white boardนับก็อย่าพลาดนะครับ ไม่มีชั้นที่เป็น 2 เล่ม)
ออกสำรวจช่องผาตัดเพื่อเตรียมวางจุดระเบิด กะจะวางแค่ 12 จุด ในระยะทาง 2 กิโลเมตร

วันที่ 6 (วันจันทร์ ที่ 9 พฤศจิกายน ขึ้น11 ค่ำ เดือน 12)
รุ่งเช้าแงซายเปิดศึกทันทีที่ฟ้าสาง คณะคนต่างถิ่นก็ไปวางระเบิด ใช้เวลา หนึ่งชั่วโมงครึ่งก็แล้วเสร็จ
รพินทร์ใช้ลูกซองเบราว์นิ่ง ออโต้ ช่วยชีวิตแงซายอีกครั้ง
ในการแบ่งพวกยิงระเบิดมีด้วยกัน 3 ชุด

  • จุดที่ 3 อันเป็นจุดแรกที่ยิง อยู่ปลายทาง มีเชษฐา (.460 เวฯ แม็กฯ) บุญคำ (.375) และดาริน (.300 เวฯ) และดารินนี่เองที่ยิงเป็นคนสุดท้ายและทำให้ระเบิดทำงาน
  • จุดที่ 1 อันเป็นปลายทาง (.458) (.30-06) (.30 - 06)
  • จุดที่ 2 อันเป็นจุดกลาง (.600 ไนโตร) (.375)
รหัสยะติดอยู่ระหว่างจุด 2 กับจุด3
กุตะมะต้องหอกที่สีข้างด้านขวาระหว่างถอยหนีตามแผน
แผนครอสโบว์ ยิงประตูเมืองด้วยธนูติดระเบิด ( 1 + 1 + 1 +1 )
ศพกุตะมะเคลื่อนผ่านประตูเมืองด้วย
ที่สนามชัย สิงหรากับรหัสยะตกอยู่ในวงล้อม มีการยิงปืนขึ้นฟ้าประกอบคำพูด 2 นัด เป็นของรพินทร์และไชยยันต์
สิงหราและรหัสยะถูกแงซายตัดแขนขาตาย (ตอนแรกที่โดนตัด สิงหราขาซ้าย รหัสยะขาขวา) (จบง่ายจังนะสองคนนี่)
บ่ายนี้มีการพิจารณาโทษทหารที่แปรพักตร์และญาติฝ่ายทรราช
ขึ้นไปเยี่ยมแม่มดวาชิกา ตามบรรไดวน(ดารินนับได้ 125ขั้น) สู่ยอดปราสาท
แม่มดเสพย์เลือดครั้งสุดท้ายเมื่อ 4 วันที่แล้ว ( วันพฤหัสบดี ที่ 5 พฤศจิกายน ขึ้น7 ค่ำ เดือน 12 )
4 ผู้บริบาลแม่มดวาชิกา มีหัวหน้าชื้อ มหินธา
มาเรียไฮเมนขาดตั้งแต่อายุ 14
เผาแม่มดวาชิกา ซึ่งต้องอาศัยเลือดประจำเดือนหญิงบริสุทธิ์อีกเช่นเคย

วันที่ 7 (วันอังคาร ที่ 10 พฤศจิกายน ขึ้น12 ค่ำ เดือน 12)
ขบวนแห่ศพกุตะมะถูกเคลื่อนจากตัวเมืองสู่มหาปราสาทอุมาเทวี
วันนี้ที่ทุกคนได้ยลโฉมขุมเพชรพระอุมา


วันที่ 8 (วันพุธ ที่ 11 พฤศจิกายน ขึ้น13 ค่ำ เดือน 12)
(วันนี้ไม่มีบรรยายเหตุการณ์)


วันที่ 9 (วันพฤหัสบดี ที่ 12 พฤศจิกายน ขึ้น14 ค่ำ เดือน 12) (สองวันต่อมา)
แงซายขึ้นเถลิงถวัลย์ราชสมบัติ เฉลิมพระนาม "สมเด็จพระเจ้าจักราธิราช" แห่งราชวงศ์เทพ
ข้าราชบริพารและลูกเมีย ญาติทรราชได้รับโทษตามโทษานุโทษ


วันที่ 13 (วันจันทร์ ที่ 16 พฤศจิกายน แรม 3 ค่ำ เดือน 12)
( ในย่ำสนธยาของวันที่ 4 )
แงซายจัดงาน Thank you Party ในชุดเดิมของแงซายสมัยเดินป่า
แงซายขอส่างปาอยู่มรกตนครในฐานะแพทย์หลวงและพระสหาย
เชษฐาบอกจะอยู่ต่ออีก 4 - 5 วัน


วันที่ 17 (วันศุกร ที่ 20 พฤศจิกายน แรม 7 ค่ำ เดือน 12)
จักราชและทหารมรกตนครพร้อมพระสหายเดินทางด้วยม้าออกจากพระนครตอนบ่าย
พักระหว่างทางหนึ่งคืน (ระยะทาง 9 ใน 10 ส่วน) แงซายนอนในกระโจมอาคันตุกะพร้อมลูกหาบ
แงซายบอกจะสร้างอนุสาวรีย์ให้กับ 12 คน (แล้วอีกคนไม่สร้างหรือ)
จักราชให้แหวนดารินเป้นที่ระลึก (ธำมรงค์ประดับเพชรอันมีหัวเพชรลูกเขื่องขนาดเม็ดเกาลัดออกจากนิ้วก้อยของตนเอง มันประดับล้อมรอบไปด้วยแก้วเก้าหลากๆสี)
ให้แหวนกับมาเรียเช่นกัน (มรกตเม็ดเขื่องล้อมด้วยเพชร)


วันที่ 18 (วันเสาร์ ที่ 21 พฤศจิกายน แรม 8 ค่ำ เดือน 12)
ณ ปลายถนน มันเป็นเวลาเก้านาฬิกาเศษของมรกตนคร
ต่างร่ำลากันทั่วทุกคน
จักราธิราชทรงมอบตราของราชวงศ์เทพแก่รพินทร์
เส่ยและหนานอินได้ดาบของมรกตนครจากสุกรีคนละเล่ม
เมื่อลงมาถึงป่าสน นาฬิกาของเชษฐาก็เริ่มเดินอีกครั้ง
รพินทร์กะจะตัดตรงไปหมู่เขานิลกาญจน์โดยไม่ผ่านหลุมอุกาบาต แล้วมุ่งตรงสู่หล่มช้าง

เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน เพชรพระอุมา, พนมเทียน

จบภาคแรก
ปูมเดินทางภาคสมบูรณ


เส้นทาง : สารบัญ ปูมเดินทาง