แปลไทยเป็นไทย

สีโตนด อาถรรพณ์เขียวขาบเขาเกก
ด่อมสับเงาสัปหงก ฟากแม่แปรก
ชะเงื้อมเค้าเป๋สนิมสร้อยนกหก
น้ำมวกขี้ลิง ซ.ต.พ. มะราบรี
ห่าดงห่าจวก เชย ตกมัน
ด่านสัตว์ สีดอ แม่ประแรด สิงคลี
กงโก้ เค้เก้ แฟ่ด วิ่งตะโพง
ยิ้มแค่นๆ รุกร้น ผ้าผวย บะเหะ
ตะบอย ก๊อซ กระผีกตาเล็น ตะลุมพุก
อุลกมณีเมาฬีร่วน เลเพลาดพาด
งาแซงแม่เพื่อนชมกระโต้งโฮง แอร่ม
ฉาน เส้นยาแดงผ่าแปด ตุ่มสามโคก ใบปรกเตี้ยแจ้
จาระบี ป้อย    
นรกนรกานต์ นั่งขัดสมาธิเพชร ชานชาลา กะเหรี่ยง
มหิงสา กองฟอน ระเนนระนาด หย็องกรอด
เหลอหรา หย็องแหย็ง ถะถั่นไม้ไล่
แหงนเถ่อวัยพงพาลมะละกั๊ก กระจ๊อ
ผีสางแม่นางโก้งบ่ายควาย พิพักพิพ่วน สาง
โตรกตรวยอะไหล่เบะเบ้
       

ป้อย เป็นภาษาท้องถิ่น หมายถึง แช่ง ด่า ถ้าใช้เป็นคำวิเศษณ์ จะหมายถึง แล้วๆเล่าๆ มักใช้คู่กับ คลำ เช่น คลำป้อย
(ไพรมหากาฬเล่ม 3 หน้า 959 ไชยยันต์คงสบถด่าอยู่เช่นนั้น กุมศีรษะป้อย)

สีโตนด โตนด = ตาล ตาลโตนด สีของวัวแดง

อาถรรพณ์ จะเขียน อาถรรพณ์ หรือ อาถรรพ์ หรือ อาถรรพณะ (อา- ถับ- พะ-นะ) ก็ได้

เขียวขาบ เขียวก็สีเขียวแบบใบไม้ ส่วน"ขาบ" หมายถึงสีน้ำเงินแก่อมม่วง เป็นคำวิเศษณ์ (เขาอัญมณี รังโขมดดง ไพรมหากาฬเล่ม 3 หน้า 1160)

เขาเกก เกก = เก เกไป เรียกเขาวัว เขาควายที่ปลายเฉออกไม่เข้ารูปว่า เขาเกก หรือเรียกงาช้างที่ปลายเฉออกไปว่า งาเกก เรียกเสาเขื่อนที่เฉออกว่า เขื่อนเกก (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1294)

ด่อม ด่อม = คุ่ม, รพินทร์เคลื่อนไปลักษณะด่อม (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1296)

สับเงาสัปหงก สับเงา อาการที่หน้าหงุบลงเพราะง่วงนอน (ไพรมหากาฬเล่ม 4 หน้า 1430)

แม่แปรกช้างพังที่เป็นหัวหน้าโขลง แม่ประแรด ก็ว่า(ดงมรณะ เล่ม 2 )

ชะเงื้อม = ยื่นออกจากที่สูง ...
จักรพรรดิแห่งช้างป่า...คงยืนชะเงื้อมสนิทนิ่งอยู่เช่นนั้น(ดงมรณะ เล่ม 2 หน้า 2141)

เค้าเป๋ ประเดี๋ยวทุบเปรี้ยงคอหัก เค้าเป๋นี่ !
ไชยยันต์บ่นเมื่อดารินได้ลูกเสือเป็นของกำนัลจากคะหยิ่น (ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2625)
"เค้าเป๋" เป็นภาษาจีน แปลว่า แย่ แย่เต็มที (พจนานุกรมนอกราชบัณฑิตฯ โดยสำนักพจนานุกรม มติชน) ความหมายในทาง"ไอ้หอก" ทำนองนั้น

สนิมสร้อย= หนักไม่เอา เบาไม่สู้, เหยาะแหยะ, บอบบาง, ถนิมสร้อยก็ว่า
หล่อนไม่ใช่คนหยิบหย่งกรีดกรายหรือว่าผิวบางแบบสนิมสร้อย (ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2647)

นกหก = นกต่างๆ
พอสายก็แบกเก้งกวาง หรืออย่างน้อยก็นกหกไก่ป่าเข้ามาประเคน (ดงมรณะ เล่ม 3 หน้า 2648)

ตะบอย = อาการที่ทำอย่างชักช้า ร่ำไร ....ตะบอยถามอยู่ได้...
(ดงมรณะ เล่ม 4 หน้า 3316)

ก๊อซ
พจนานุกรม ราชบัณฑิตสถาน ฉบับ พ.ศ.2525
กอซ, เพชรพระอุมา

พจนานุกรม ราชบัณฑิตสถาน ฉบับ พ.ศ.2542 ใช้อีกอย่าง
ก๊อซ, เพชรพระอุมา

กระผีกตาเล็น= เล็กน้อยมาก
ความหวังเพียงกระผีกตาเล็น (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 3 หน้า 4327)

อุลกมณี= [อุนละกะมะนี] น. อุกกาบาตที่นำมาเจียระไนทำเป็นเครื่องประดับ เชื่อว่าเป็นเครื่องรางอย่างหนึ่ง

ส่วนหนึ่งที่เป้นของในไถ้ที่รพินทร์ให้ดารินแขวนคอ (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 3 หน้า 4482)

ตะลุมพุก= ไม้ท่อนกลมๆมีด้ามคล้ายค้อน แต่ใหญ่กว่ามาก สำหรับตำข้าว, ไม้ท่อนขนาดเล็กที่มีด้ามสั้น ตัวสั้น สำหรับทุบผ้าให้เรียบ

"เหมือนใครจะเอาตะลุมพุกมาตีตั้งแต่หัวถึงเท้าเลย" ไชยยันต์บอกมาเรีย (จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 3 หน้า 4512)

เมาฬี= จอม, ยอด, ผมจุก, เขียนเป็นเมาลีก็ได้ (บาลี = โมลี)
(จอมผีดิบมันตรัย เล่ม 4 หน้า 4971)

ร่วน เรียกการหัวเราะด้วยอาการครื้นเครง
มีกระแสเสียงเปล่งดังออกมาถี่ๆจากลำคอว่า หัวเราะร่วน
"แม้กระทั่งจะตายอยู่รอมร่อ ก็ยังร่วนอยู่ได้เสมอนะไชยยันต์ "
(อาถรรพณ์นิทรายคร เล่ม 1 หน้า 5119)

เลเพลาดพาด ว. กระจัดกระจายอยู่เกลื่อนกลาด อย่างยุ่งเหยิง ไม่เป็นระเบียบ ไม่เป็นที่เป็นทาง เลอะเทอะ เช่น นอนเลเพลาดพาด ทิ้งข้าวของไว้เลเพลาดพาด
"ถ้าถือ ก็ต้องถือให้เคร่งจริงๆ ทำเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง เลเพลาดพาดจังหวะเหมาะทีเผลอมันเล่นงานเอาแย่ทีเดียว... "
(อาถรรพณ์นิทรายคร เล่ม 1 หน้า 5433)

งาแซง น. งาอย่างหนึ่ง คล้ายงาลอบงาไซกันไม่ให้ของข้างในออกแต่ใส่ลงไปได้, เสาเสี้ยมปลายที่ปักตะแคงระหว่างเสาระเนียดเพื่อกันไม่ให้ช้างกระแทกเสาระเนียด, เรียกสิ่งที่มีลักษณะคล้ายคลึงเช่นนี้ สำหรับตั้งกีดขวางทางเข้าประตูค่าย เป็นต้น ว่า งาแซง
"แม้จะเห็นว่าพอมีทางเดินไปได้ก็จริง แต่ไอ้งวงของพืชปิศาจโผล่ออกมาสกัดขวางทางเป็นงาแซงไปหมด "
(อาถรรพณ์นิทรายคร เล่ม 3 หน้า 6243)

แม่เพื่อนชม ผมก็ไม่ทราบแปลว่าอะไร แต่ความหมายไปในทำนอง "เพื่อนสาวผู้เคยเชยชม"
ไชยยันต์พึมพำพร้อมโคลงศีรษะช้าๆ มองดูแม่เพื่อนชมของเขาด้วยความเป็นห่วงและสมเพชยิ่ง
(ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 หน้า 6828)

น่าจะมีความหมายอย่าง 'แม่เพื่อนใจ' ในป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า7822 ที่ว่า ...ไชยยันต์ผงกศีรษะขึ้นนิดหนึ่ง มองไปทางแม่เพื่อนใจยามยากของเขา...

กระโต้งโฮง ผมก็ไม่ทราบแปลว่าอะไร แต่ความหมายไปในทำนอง "ทำให้ตกใจโดยไม่รู้ตัว หรือ จ๊ะเอ๋"
...กะจะกระโต้งโฮงพ่อพรานเอกตอนเผลอดูสักที
(ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 หน้า 6861)

แอร่ม(อะแหร่ม) ว. อร่าม, งามแพรวพราว
...พรานใหญ่ถอนใจเฮือกเบือนหน้ากลับมาช้าๆท่ามกลางแสงจันทร์แอร่มใส...
(ป่าโลกล้านปี เล่ม 1 หน้า 6881)

ฉานน. = ลาน, ข้างหน้า
...ลานกว้างหน้าฉานของนครลิง..
(ป่าโลกล้านปี เล่ม 2 หน้า 7370)

เส้นยาแดงผ่าแปด(ปาก) ว. = เฉียดกันนิดเดียว เช่น เขายิงพลาดเป้าไปเพียงเส้นยาแดงผ่าแปด; เล็กมาก; ละเอียดมาก; เช่น เรื่องนี้ไม่ต้องอธิบายถี่ถ้วนอย่างเส้นยาแดงผ่าแปด, เส้นผมผ่าแปดก็ว่า
...แต่ก็หมายถึงว่า แนวกระสุนย่อมจะถากยอดอกของบุญคำ ไปอย่างชนิดเส้นยาแดงผ่าแปด.... (ป่าโลกล้านปี เล่ม 3 หน้า 7852)

"ยาแดง" มีหลายความหมาย
- ยาสูบชนิดหนึ่งของจีน เส้นแดง
- ยาผงชนิดหนึ่งสีแดง ใช้ชงกินแก้ร้อนใน
- ยาน้ำชนิดหนึ่งสีแดง สำหรับใส่แผลสด

เส้นยาแดง เป็นยาสูบ(ยาเส้น) ของคนจีนสมัยราว 50 ปีที่ผ่านมา มีขนาดเส้นเล็กมาก เล็กกว่ายาฝอยยาเส้นที่คุณยายกินกับหมากเสียอีก ถ้าผ่าครั้งแรกแยกเป็น สองซีกเรียก ผ่า ๒ ผ่าครั้งที่สอง แยก ๒ เป็น ๔ ผ่าครั้งที่สาม แยก ๔ เป็น ๘ ....จะเล็กสักแค่ไหน?

ใบปรกเตี้ยแจ้
แจ้ = ว. ลักษณะของต้นไม้เตี้ยๆที่มีกิ่งทอดแผ่ออกไปโดยรอบ
...ภายใต้ไม้ยืนต้นแผ่กิ่งใบปรกเตี้ยแจ้เหมือนร่มกาง....
(ป่าโลกล้านปี เล่ม 4 หน้า 8032)

จาระบี
มาจากภาษาฮินดี (จรุพี) หมายถึงน้ำมันข้นเหนียวสำหรับหล่อลื่นและกันความสึกหลอของเครื่องจักรเป็นต้น อาจเขียนว่า จารบี ก็ได้ ภาษาอังกฤษ ใช้คำว่า grease (ไพรมหากาฬ เล่ม 2 หน้า631)

น้ำมวก หมายถึงน้ำซาวข้าวหรือน้ำล้างข้าว มีสีออกขาวขุ่นๆ สมัยก่อนคนทางตะวันออกเฉียงเหนือเอาน้ำซาวข้าวมาให้เด็กอาบ ด้วยความเชื่อว่าจะทำให้เด็กไม่เจ็บไข้ได้ป่วย มีน้ำอยู่ประเภทหนึ่งทีซึมออกมาทางตาน้ำแล้วขังเป็นแอ่งสีออกขาวขุ่น ก็เรียกน้ำมวก

ในเนื้อเรื่อง ตอนตามแงซายไปนิทรานคร ทางกันดาร ไม่มีน้ำจนมาเรียล้มฟุบ แงซายตัดกระบอกไม้ไผ่เอาน้ำมวกมาให้ และมีกล่าวถึงอีกตอนช่วงอยู่ป่าหินระหว่างเขาเกือกม้ากับทะเลสาบมรณะ

ขึ้ลิง ไม่ได้หมายถึงมูลลิง แต่คำว่า "ขี้" เป็นคำวิเศษณ์ขยายคำที่ตามมา หมายถึง "มัก" หรือ "ชอบ" เช่น ขี้เล่น เป็นต้น ลิงเป็นสัตว์ที่ชอบเล่น หรือที่เรียกว่าขี้เล่นนั่นแหละ ขี้ลิงที่ใช้เรียกคน หมายถึงเด็กที่มีรูปร่างเล็ก สกปกมอมแมม ขี้เล่น

ในเนื้อเรื่อง มาเรียเรียกคนของตัวเองว่า ส่างปาขึ้ลิง

ซ.ต.พ. ย่อมาจาก "ซึ่ต้องพิสูจน์" มาจากภาษาลาติน Quod Erat Demonstrandum (Q.E.D)แปลว่า that which was to be demonstrated มีที่ใช้ในวิชาเรขาคณิต ที่ให้พิสูจน์ เมื่อพิสูจน์ได้คำตอบ แทนที่จะเขียนว่า "ตอบ" แบบในวิชาเลขคณิต ก็เขียนว่า "ซ.ต.พ" หรือ "Q.E.D"

ในเนื้อเรื่องมีใช้บ่อยๆ (กล่าวถึงครั้งแรกตอนสันนิษฐานเรื่องมะราบรีโดนขวาก) (ดงมรณะเล่ม 3 หน้า 2829)

อ้อ...นิยายเรื่องนี้มีบรรยายบทอัศจรรย์บ่อยๆ...อย่าคิดลึกไปว่า ซ.ต.พ. แปลว่า...เซ้กส์ต้องร้อม เสียหละ...555

มะราบรี เป็นคนป่าเผ่าหนึ่ง อาศัยแถว แพร่ น่าน เชียงราย เรียกตองเหลือง คนไทยเรียก "ผีตองเหลือง" แต่พวกเขาไม่ชอบ เขาบอกเขาไม่ได้เป็นผี ให้เรียกพวกเขาว่า มะราบรี

คำว่า "มะราบรี" นี้ บางคนก็เรียก "มลาบรี" ก็มี ฝรั่งเองเรียก Mrabri ก็มี Mlabri ก็มี คนพวกนี้ มีภาษาของตนเองมีกล่าวถึงใน Language Family Index มาจากรากของ Austro-Asiatic ในLanguage Family Trees

มะราบรีเข้ามามีบทบาทในเรื่องเพชรพระอุมาในช่วงศึกสางเขียว

ห่าดง เป็นคำที่รพินทร์ใช้เรียกแงซายบ่อยๆ แต่คนที่ตั้งชื่อนี้ให้กับแงซายคือ บุญคำ ในตอนที่ตามแงซายใกล้ถึงนิทรานคร หลังฝนตกใหญ่ในบ่ายวันหนึ่ง

ห่า เป็นคำที่คนสมัยก่อนเรียกชื่อโรคชนิดหนึ่ง ที่มันมาเมื่อไหร่ คนจะตายเป็นเบือ (ปัจจุบันเรียก อหิวาตกโรค) เป็นที่รังเกียจและกลัว จึงใช้เป็นคำด่าในภาษาไทยว่า "ไอ้ห่า" เมื่อมาอยู่ในป่า ก็เลยขยายความคำด่าของห่า เป็น "ห่าดง"

ห่าจวก "จวก" ในที่นี้หมายถึงโดนเข้ากับตัว ห่าจวก หมายถึงห่ากิน หรือโดนห่าเข้าแล้ว เป็นคำกริยา แต่บางครั้งก็ใช้เป็นคำนาม ปัจจุบันไม่ค่อยได้ยินสักเท่าไหร่

เชย คุณพนมเทียนเขียนถึงคำนี้ในหนังสือ "ป.อินปาลิต ชีวิตคนขายฝัน" (โดยเริงไชย พุทธาโร) ว่า

ตกมัน

ด่านสัตว์

ทางเดินของสัตว์ที่เดินเป็นประจำจนโล่งเป็นทาง

สีดอ
คือช้างตัวผู้ที่โตเต็มที่แล้วไม่มีงา มีแต่ขนายคล้ายกับช้างพัง หรือช้างตัวเมีย ซึ่งดูคล้ายกับงาอันเล็กๆ ยาวสักคืบหรือสองคืบเท่านั้น โผล่ออกมาให้เห็นนิดๆที่มุมปาก

แม่ประแรด
ช้างตัวเมียที่เป็นหัวหน้าโขลง แม่แปรก (อ่านว่า-ปะแหรก) ก็เรียก

สิงคลี
ตอนออกจากนิทรานคร เจอแรดอาร์สินอย ...."ที่กำลังวิ่งวุ่นเป็นสิงคลีอยู่ในขณะนี้"...สิงคลี (-คลี) เป็นคำวิเศษณ์ หมายถึง วุ่นวาย พลันวัน

กงโก้
เป็นภาษาปาก...โก่งๆโค้ง (ไอ้งาดำ เล่ม1 หน้า 1558)

เค้เก้
ภาษาปาก.... ไม่เป็นท่า ใช้กับอาการหกล้มหรือนอน (ไอ้งาดำ เล่ม1 หน้า 1559)

แฟ่ด
อันนี้ไม่รู้จริงๆ ไม่มีในพจนานุกรม แต่เข้าใจว่าเป็นอาการฟอดแฟ่ด เป็นเสียงพึมพำอย่างไม่พอใจ หรือเป็นอาการปึงปัง(ไอ้งาดำ เล่ม1 หน้า 1613)

วิ่งตะโพง
อาการวิ่งก้าวยาวๆ หรือวิ่งอย่างกระโดด (ตะพง ก็ว่า)(ไอ้งาดำ เล่ม1 หน้า 1495)

ยิ้มแค่นๆ
ยิ้มฝืนๆ(ไอ้งาดำ เล่ม1 หน้า 1495)

รุกร้น
เร่งเข้าไป รีบเร่ง (คำกริยา)(ไอ้งาดำ เล่ม3 หน้า 2089

ผ้าผวย
ผ้าห่มนอน(ไอ้งาดำ เล่ม3 หน้า 2103

บะเหะ
ไม่มีในพจนานุกรม แต่ความหมาย หมายถึงใหญ่โต(ไอ้งาดำ เล่ม4 หน้า 2654

นรกนรกานต์
นรกานต์ (นะระ-) น. นรก (ป. นรก + อน.ต)(จิตรางคนางค์ เล่ม 1 หน้า 2717)

นั่งขัดสมาธิเพชร
นั่งขัดสมาธิ (ขัดสะหมาด) นั่งคู้เข่าทั้งสองข้างให้แบะลงที่พื้นแล้วเอาขาไขว้กันทับฝ่าเท้า ถ้าเอาขาซ้อนทับกันเรียกว่า ขัดสมาธิสองชั้น ถ้าเอาขาขวาทับขาซ้ายเรียกว่า ขัดสมาธิราบ ถ้าเอาฝ่าเท้าทั้งสองขึ้นข้างบน เรียก ขัดสมาธิเพชร ขัดสมาธิราบและขัดสมาธิเพชรเป็นท่าของพระพุทธรูปนั่ง ในเรื่องเพชรพระอุมามักกล่าวถึงการนั่งขัดสมาธิเพชรบ่อยๆ (จิตรางคนางค์ เล่ม 1 หน้า 2757)

ชานชาลา
ก็ไม่มีอะไรมากไปกว่าว่า คำนี้มักเขียนผิดเป็น "ชานชลา"(จิตรางคนางค์ เล่ม 1 )

กะเหรี่ยง
นี่ก็เหมือนกัน ผมมักเขียนผิดบ่อยๆเป็น "กระเหรี่ยง"

มหิงสา
แปลว่า ควาย เป็นภาษาบาลี ถ้าเป็นภาษาสันสกฤตเขียน มหิงษา แต่ในความหมายทั่วไป หมายถึงควายป่า ถ้าเป็นควายเลี้ยงหรือควายบ้าน เรียก กระบือ (เบลก็เรียกรพินทร์ว่า "ควาย" จนเกือบโดนตำตูด)

กองฟอน
ที่ไหม้เป็นจุณ ที่ไหม้เป็นขี้เถ้า (กล่าวถึงหมู่บ้านตะเคียนทอง จิตรางคนางค์เล่ม 4 หน้า 3763)

ระเนนระนาด
อาการที่ล้มทับกัน ระเนระนาดก็เรียก
(จิตรางคนางค์ เล่ม 4 หน้า 3879)

หย็องกรอด
(เป็นคำวิเศษณ์) ซูบผอมมีท่าทางคล้ายคนอิดโรย (ส่างปา)
(ป่าโลกล้านปี เล่ม 2 หน้า 7585, ไอ้งาดำ เล่ม 3 หน้า 2216)

หย็องแหย็ง
ทำท่าเล่นๆไม่เอาจริงเอาจัง
เจ้าพวกสี่คนที่ล้อมวงดูลูกปืนของตนเองอยู่ รีบกระวีกระวาดตะครุบลูกปืนนัดที่เต้นพล่านเหมือนตั๊กแตนกระโดดเหล่านั้นลงย่ามในทันที โดยเลือกเอานัดที่มันเต้นแรงๆขึ้นมาก่อน และก็คอยจ้องเก็บไปตามลำดับ นัดที่ยังเหลือวางอยู่กับพื้นโดยไม่ขยับเขยื้อน ก็เริ่มเคลื่อนไหวต่อไป และในที่สุดก็เต้นหย็องแหย็งขึ้นมาอีกอย่างมหัศจรรย์ยิ่ง
(นาคเทวี เล่ม 3 หน้า 4957)

เหลอหรา
หน้าตาเซ่อซ่า เด๋อด๋าก็ว่า

ถะถั่น
เป็นหลั่นๆ เร็วๆ
(นาคเทวี เล่ม 3 หน้า 4957)

ไม้ไล่
มีกล่าวถึงบ่อยๆ โดยเฉพาะในภาคสองตอนทำนบเขื่อนพังที่น้ำตกใหญ่ ไม้ไล่เป็นไม้ชนิดหนึ่ง ไม่มีหนาม พวกไม้ไผ่ ปล้องยาว ใช้จักตอกและจักสาน
(นาคเทวี เล่ม 4 )

แหงนเถ่อ
เถ่อ หมายถึงค้างอยู่ ใช้กับอาการยืนหรือแหงน
แหงนเถ่อหมายถึง แหงนหน้า มองค้างอยู่
เหตุการณ์ตอนนางเซอะยืนแหงนเถ่อมองดูดารินเฉยเมื่อบอกให้หยิบยาสูบ
(นาคเทวี เล่ม 4 หน้า 5275)

วัยพงพาล
พาล หรือ พาลา (ภาษากลอน เป็นคำวิเศษณ์) หมายถึง อ่อน, เด็กรุ่น, เกะกะ, หาเรื่อง พ้นวัยพงพาล(จิตรางคนางค์) หมายถึงพ้นวัยหาเรื่อง พ้นจากวัยนี้ก็เป็นวัยดรุณี
(แต่ปางบรรพ์ เล่ม2 หน้า 5748)

กระจ๊อ
เนื้อหาในตอนแต่ปางบรรพ์ "สงสัยว่าจะเห็นแหม่มขนทอง น่าลองมากกว่าละมั้ง เห็นสวรรค์กระจ๊อแล้วยังตะกี้นะ..." บุญคำสัพยอกรพินทร์ตอนที่ตัวเองติดในรูหมาไน หลังพายุหมุนที่นิทรานคร(แต่ปางบรรพ์ เล่ม4 )

ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน ปี2544 ไม่มีอธิบายไว้ ถามใครๆก็ไม่มีใครเคยได้ยิน ล้วนบอกว่า เคยได้ยินแต่ "กระเจี๊ยว"

มะละกั๊ก
ในพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตสถาน ปี2544 ไม่มีอธิบายไว้ แต่ความหมายซาวด์ไปทาง มากมาย แยอะแยะ ใหญ่โต มหึมา
(แต่ปางบรรพ์ เล่ม4 )

ผีสางแม่นางโก้ง
เอ่ยถึงบ่อย โดยเฉพาะบุญคำจะเป็นคนพูด หาในพจนานุกรมแล้วก็ไม่มีคำอธิบาย ก็เลยไม่รู้เหมือนกันว่าเป็นผีประเภทใด อาจเป็นผีตัวเมียโก้งโค้งอะไรสักอย่างมี๊ง

บ่ายควาย
ในเนื้อเรื่องพิมพ์ว่า "ตะวันบ่ายชาย" น่าจะเป็น "ตะวันบ่ายควาย " อันหมายถึง เวลาไล่ควายกลับบ้าน เวลาเย็น เวลาจวนค่ำ
(แต่ปางบรรพ์ เล่ม4 หน้า 6514)

พิพักพิพ่วน
เป็นคำกริยา หมายถึงอาการกังวล อักอ่วน รวนเร
(มงกุฏไพร เล่ม1 หน้า 6892)

สาง
นอกจาก "สาง" ที่รู้จักกันว่าเป็นเสือแล้ว "สาง" ยังมีอีกความหมายที่ใช้ในเรื่องเพชรพระอุมา..."...พอดูนาฬิกา ก็เห็นว่ามันใกล้สางเต็มที" (มงกุฏไพร เล่ม1 หน้า 6908) ความหมายถึง ปรากฏการณ์บนท้องฟ้าในเวลาเช้ามืด เริ่มแต่มีความมืดน้อยลงๆตามลำดับ จนกว่าจะสว่างแจ้งเป็นที่สุด เรียกว่า ท้องฟ้าสาง

โตรกตรวย
โตรกหมายถึงช่องลึกของขุนเขา
ตรวย หมายถึง พุ่งตรงมา
(มงกุฏไพร เล่ม2 หน้า 67218)

อะไหล่
เครื่องสำรองแห่งสิ่งของ เช่น รถ เป็นต้น เพื่อเตรียมไว้ใช้เมื่อยามจำเป็น (เอามาใส่ไว้เพราะเป็นคำที่ผมเขียนผิดมาโดยตลอด)

เบะเบ้่
เบะ ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ ส่วนเบ้ หมายถึง บิด ไม่ตรง เช่นทำหน้าเบ้ ทำหน้าแสดงอาการจะร้องไห้ เพราะไม่เห็นด้วยไม่พอใจหรือเจ็บปวดเป็นต้น (มงกุฏไพร 4 หน้า 7706)

ตุ่มสามโคก มีกล่าวถึงหลายครั้งในเนื้อเรื่องเพชรพระอุมา

ตุ่มสามโคก เป็นตุ่มใส่น้ำใช้ น้ำดื่ม มีหลายขนาด ทำจากเนื้อดินสีแดงส้ม เหมือนสีอิฐหรือสีมันปู เนื้อภาชนะค่อนข้างหนา ทรงปากโอ่งแคบ คอโอ่งจะติดกับไหล่มีลาย ยึดเป็นเส้นคู่ตรงไหล่ ตรงกลางป่องกลม รูปทรงเตี้ยป้อม ปากและก้นโอ่งมีขนาดใกล้เคียงกัน ดังสำนวนที่ว่า อ้วนเหมือนตุ่มสามโคก ลักษณะพิเศษของตุ่มสามโคก คือสามารถใส่น้ำไว้ ดื่มได้ ซึ่งตุ่มน้ำนี้จะเก็บรักษาความเย็นได้เป็นอย่างดี เนื่องจากเนื้อดินเผาไม่เคลือบน้ำยา น้ำจะซึม ซับจับเนื้อดินได้ดี สามารถเก็บความเย็นของน้ำไว้เป็นอย่างดี

ในอดีตตุ่มสามโคกเป็นผลิตภัณฑ์เครื่องปั้นดินเผาที่ขึ้นชื่อมาก ผลิตโดยชาวมอญ อพยพที่อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ปัจจุบันตุ่มสามโคกของชาวอำเภอสามโคกยังคง ผลิตทั้งแบบดั้งเดิมและพัฒนาให้พิเศษขึ้นด้วยลวดลายต่าง ๆ ให้ดูสวยงามและทันสมัย มีทั้งผลิตขายในประเทศและส่งออกต่างประเทศ


ลักษณะของตุ่มสามโคก ตรงกลางป่องกลม รูปทรงเตี้ยป้อม

โบราณสถานเตาโอ่งอ่าง ตั้งอยู่บริเวณใกล้ ๆ วัดสิงห์ ตำบลสามโคก อำเภอสามโคก จังหวัดปทุมธานี ทางฝั่งตะวันตกของแม่น้ำเจ้าพระยา ห่างจากตัวเมือง 3 กม. สันนิษฐานว่าเป็นสถานที่แห่งแรก ในสมัยที่ชาวมอญอพยพมาตั้งหลักแหล่ง

ยังมีต่อครับ


เส้นทาง : สารบัญ ผ่าเพชรพระอุมา แปลไทยเป็นไทย