วิธีเพิ่มพลังบวกและพลังงานในแต่ละวัน: ประสบการณ์จริงที่เปลี่ยนแปลงชีวิตฉัน
ผมเคยเป็นคนมีปัญหา "หมดพลัง"
ตอนนี้ฉันสามารถบอกได้ชัดเจนว่า ปีที่ผ่านมา ผมใช้ชีวิตแบบ "มีเลือดในตัว" ตื่นนอนแล้วรู้สึกเหนื่อย ทำงานติดๆ จนบ่ายแล้วสมองไม่ไปไหน ค่ำคืนนั่งรีโมทติดมือ เพราะแรงที่เหลือมีแต่พื้นนั่นแหละ ความเจ้าระหว่างกำลังใจและความเหนื่อย มันแทบไม่มีความสมดุล
ปัญหาคือผมไม่ใช่เพียงแค่ "ตัวอ่อน" หลังจากไปพบแพทย์และตรวจสุขภาพแล้ว ตัวเลขต่างๆ ก็อยู่ในเกณฑ์ปกติ เลือด ลิมโฟไซต์ สิ่งอื่นๆ ต่างสมดุล แล้วอะไรถึงทำให้ผมเหนื่อยขนาดนี้?
มันไม่ได้เป็นเรื่องของสุขภาพกายเพียงอย่างเดียว
เมื่อค้นคว้าและอ่านเรื่องของจิตวิทยากับการบริหารพลังงาน ผมค่อยเข้าใจว่า พลังงานนั้นมีหลายแบบ มันไม่ได้มีเพียงแค่พลังกล้ามเนื้อ ยังมีพลังจิตใจ พลังสติปัญญา พลังสัมพันธ์ และสำคัญที่สุด คือพลังบวก
พลังบวกที่ผมหมายถึง มันคือสิ่งที่นักจิตวิทยาเรียกว่า "emotional energy" หรือ "mental resilience" ตามการศึกษาจาก National Geographic สมอง มนุษย์อันที่จริงใช้พลังงาน 20% ของ calorie ที่เรากิน ดังนั้นเมื่อจิตใจวุ่นวาย ความวิตกกังวล ความท้อแท้ มันจะกินพลังไป ซ้ำเติมได้เร็ว
ผมตัดสินใจเปลี่ยนแนวทาง ไม่ใช่แค่นอนหลับมากขึ้น หรือออกกำลังกายเพิ่มเติม แต่ต้องปลูกสิ่งที่เป็นพลังบวก
ผมค้นหาคำตอบจากประสบการณ์จริง
เริ่มต้นด้วยการทำสิ่งง่ายๆ ที่ฟังแล้วอาจดูเหมือนฝอยหรือวิตกเจ้าชาย แต่ผมจำเป็นต้องลองดู
1. ตื่นนอนด้วยสิ่งที่ชอบ ไม่ใช่ความกังวล
ผมเปลี่ยนประเด็น จากการตื่นนอนแล้วมองหาสิ่งที่ต้องทำ เป็นการตื่นนอนแล้วมองหาสิ่งที่อยากทำ ฟังดูเล็กน้อย แต่การสำรวจจากมหาวิทยาลัยต่างๆ ชี้ให้เห็นว่า การตื่นนอนด้วยจิตใจบวก สามารถเพิ่มระดับ dopamine ได้ ซึ่งเป็นสารเคมีในสมองที่เกี่ยวข้องกับแรงจูงใจและพลังงาน
ผมลองสร้างเป้าเล็กๆ สำหรับแต่ละวัน แล้วมองว่าเป็นโอกาส ไม่ใช่ภาระ มันเปลี่ยนแปลงมุมมองของผมจริงๆ
2. การชำระล้างจิตใจตอนเช้า (mental cleanse)
ผมพยายามหลีกเลี่ยงโทรศัพท์ 30 นาทีแรกของวัน ที่ผ่านมา ตอนตื่นนอนแรก สิ่งแรกที่ผมทำคือมองหาข้อความและข้อมูลข่าวสาร มันเหมือนเทลูกโลกเต็มไปด้วยความเครียด ก่อนวันจริงเริ่มต้น
ตอนนี้ผมใช้เวลาต่อคอฟฟี่ หรือแค่นั่งสงบ โดยเฉพาะ 5-10 นาทีแรก ผมจดสิ่งที่ผมขอบคุณหรือสิ่งที่ผมรู้สึกตั้งใจเอาชนะเมื่อวาน มันอาจดูเล็กน้อย แต่มันคือการกำหนดโทนของวัน
3. การเลือก "who you spend energy with"
ผมค้นพบข้อเท็จจริงหนึ่งอย่างสำคัญ คนรอบข้างเรา มีอิทธิพลต่อพลังงานของเรามากกว่าที่ผมคิด มีคนบางคนที่เมื่อฉันคุยด้วย ผมรู้สึกเปลี่ยนไปเลยทั้งวัน เสียพลังไปสำหรับสิ่งที่เป็นลบ
ผมไม่ได้หมายถึงการตัดความสัมพันธ์ แต่คือการ "จำกัดเวลา" กับสิ่งที่เป็นพิษ และ เพิ่มเวลากับคนที่เพิ่มค่าให้เรา ผมเริ่มตั้งขอบเขตที่ชัดเจน เช่น ไม่นั่งฟังเรื่องของคนอื่น หรือสถานการณ์ลับลวง ผมใช้พลังการสนทนาให้เป็นประโยชน์มากขึ้น
4. การใช้ "Energy Peak Time" ของตัวเอง
ผมสังเกตเห็นว่า ตัวผม "สดใจ" สูงสุด ประมาณเวลา 9-11 โมงเช้า หลังจากนั้น ประมาณ 2-3 โมงเย็น พลังจะลดลง แทนที่จะต่อสู้กับสรีระชีววิทยา ผมตัดสินใจทำงานที่ต้องสมาธิสูงสุดในช่วงสีจ่างนั้น
เวลาช่วงบ่ายแล้วพลังลด ผมจัดกิจกรรมที่ง่ายหรือต้องความสร้างสรรค์น้อยลง อย่างเช่น การจัดระเบียบ ตอบอีเมล หรือการพูดคุยแบบสบายๆ ตามศาสตร์โครโนไบโอโลยี (chronobiology) ดังที่ BBC ไทย อธิบาย นาฬิกาชีววิทยาของเรา มีรูปแบบที่ทำให้เรารู้สึกตื่นตัวหรือเหนื่อยในช่วงเวลาต่างๆ นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการสังเกตตัวเองถึงสำคัญ
อาหารและพลังงาน: สิ่งที่ผมไม่เคยทำถูก
ผมมักจะคิดว่า "กินไรก็ได้ แค่พอท้อง" ประเด็นคือ ไม่ใช่ทุกสิ่งที่อิ่มท้องมันเพิ่มพลังได้เหมือนกัน ผมเริ่มสังเกตว่า หลังจากกินอาหารจำเป็นหลายมื้อ ผมต้องนั่งหนักเพราะการย่อยอาหารใช้พลังไปสำหรับวิทยาศาสตร์ (postprandial somnolence)
ไม่ได้หมายความว่าต้องกินแบบเข้มงวด แต่ผมเลือกของที่มี fiber และโปรตีน ลดคาร์บอไฮเดรตง่ายๆ ตอนเช้าเป็นพิเศษ เพราะมันเกี่ยวข้องกับระดับน้ำตาลในเลือด ซึ่งส่งผลกระทบต่อพลังงานและอารมณ์
พลังบวก และการสร้างรูปแบบใหม่
ผมตระหนักว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้มากที่สุดมันมาจากสิ่งเล็กๆ ที่ทำวันละนิด ลองนึกถึงบทความอื่นที่ผมเขียน เรื่อง เสื้อพิมพ์ลาย กรณีศึกษาจริง ทำแบรนด์เล็กให้ปังใน 30 วัน - มันสอนให้เห็นว่าการเปลี่ยนแปลงใหญ่นั้นเกิดจากการกระทำเล็กๆ ที่ยืดเยื้อมา อันเดียวกัน พลังบวกมันเหมือนกัน
ความขัดแย้ง: "Toxic Positivity" คืออะไร
ผมต้องเป็นสำนึกต่อเรื่องนี้ด้วย การมี "พลังบวก" ไม่ได้หมายความว่า ต้องยิ้มแย้มตลอดหรือปฏิเสธความรู้สึกลบ บางครั้งผมมีวันที่ดำมาก และผมก็ยอมรับมัน พลังบวกที่แท้จริงนั่นคือการ "ยอมรับ แล้วเลือกทำอะไร" ไม่ใช่การหลบหนี
เมื่อผมรู้สึกเสียใจหรือท้อใจ ผมเลยเลือกกลับไปที่พื้นฐาน: สิ่งที่ผมขอบคุณ สิ่งที่ผมสามารถทำได้ในวันนี้เท่านั้น และคนที่รักการมีอยู่ของผม มันสร้างสมดุลให้ความรู้สึก
จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริง
ถ้าคุณอ่านจนถึงตรงนี้ แสดงว่าคุณ สนใจจะเปลี่ยน ผมอยากแนะนำให้ลองทีละประเด็นแบบนี้:
- สัปดาห์ที่ 1: ลองมองจุดบวกตอนตื่นนอน (ดูเหมือนง่าย แต่มันยาก)
- สัปดาห์ที่ 2: เพิ่มเวลาห่างจากโทรศัพท์ตอนเช้า แทนด้วยสิ่งที่ทำให้จิตใจสงบ
- สัปดาห์ที่ 3: สังเกตเวลา "peak energy" ของตัวคุณเอง
- สัปดาห์ที่ 4: เริ่มสังเกตคนรอบข้าง ว่าใครเพิ่มพลัง ใครเสียพลัง
ไม่ต้องทำทั้งหมดพร้อมกัน เพราะนั่นเลยจะเป็นภาระใหม่อีกอย่าง
ผมตอนนี้เป็นอย่างไร
หลังจากรักษามัน 3-4 เดือน ความเปลี่ยนแปลงที่ผมรู้สึกได้นั่น คือ ผมมีตัวเลือก ก่อนหน้า ความเหนื่อยมันควบคุมผม วันนี้ผมสามารถเลือกการปฏิบัติที่เพิ่มพลังให้ผมได้
ตัวอย่างจริงคือ เมื่อวานผมเจอสถานการณ์ที่ตึงเครียด ก่อนหน้า ผมอาจจะนั่งรีบมหาศาล ทั้งวัน วันนี้ ผมลุกขึ้นไปสัก 10 นาที ไปเดินเล่น ดื่มน้ำ แล้วกลับมา สมาธิก็ดีขึ้น พลังงานก็กลับมาบ้าง
ผมไม่ได้เป็นคนพลังบวก 100% ตลอดเวลา แต่ผมกลายเป็นคนที่ เลือกหวังดี มากขึ้น และการเลือกนั้นคือพลังจริงๆ